Categories
สุขภาพ

ทำความรู้จักสองขั้วอารมณ์ของโรค ไบโพลาร์

ในช่วงเวลาที่ผู้ป่วยอยู่ระยะ Manic Episode หรือ Mania (Manic Episode) อารมณ์และพฤติกรรมของผู้ป่วยจะมีความพุ่งขึ้นสูงสุด ทำสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย เรี่ยวแรงเยอะ ทำได้มากกว่าที่เคยเป็นหรือเคยทำ อารมณ์ดีผิดปกติ และเมื่อระยะของ Depressive Episode เคาะประตูเข้ามาทักทาย บุคคลนั้นก็จะมีอารมณ์และพฤติกรรมที่เศร้าซึมดำดิ่งลึกลงไป ทุกอย่างดูเศร้าหมอง รู้สึกไม่สดใส

ทั้งสองขั้วนี้จะผลัดเข้ามาเป็นระยะไม่แน่นอน บางครั้งก็มาหลายวัน มาเป็นสัปดาห์ ไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร และเป็นด้านใด ซึ่งสามารถแบ่งย่อยระดับอารมณ์ได้เป็น อารมณ์ดีผิดปกติ (Mania), อารมณ์ซึมเศร้า (Depressive), อารมณ์เศร้าไม่มาก (Subsyndromal depression) และ อารมณ์ดีผิดปกติแต่ไม่มาก (Hypomania)

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ ทางเกณฑ์การวินิจฉัยโรคทางจิตเวช Diagnosis and Statistical Manual of Mental Disorder :DSM ก็ได้จัดรูปแบบของอาการออกเป็น 3 ลักษณะ ได้แก่

Bipolar Type 1 มีอาการอารมณ์ดีมากผิดปกติ (Mania) อย่างน้อย 7 วัน และมีอารมณ์เศร้า (Depressive) อย่างน้อย 2 สัปดาห์ หรือมีแค่อาการอารมณ์ดีมากผิดปกติ (Mania) อย่างเดียว
Bipolar Type 2 มีอาการของซึมเศร้า (Depressive) และอารมณ์ดีผิดปกติแต่ไม่มาก (Hypomania) แต่ไม่มีอาการถึงขั้นอารมณ์ดีผิดปกติ (Mania) ร่วมด้วย
Cyclothymic Disorder หรือ Cyclothymia เป็นรูปแบบที่อาการของโรคไม่ครบเกณฑ์ของทั้ง Mania Episode และ Depressive Episode แต่ Cyclothymia จำนวนของอาการของอารมณ์ดีผิดปกติแต่ไม่มาก (Hypomania) กับอารมณ์เศร้า (depressive) เกิดขึ้นหลายครั้งในระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปี

ตัวการที่ซ่อนอยู่ภายใต้อารมณ์ที่แปรปรวนไปมา
คงไม่แปลก หากคุณได้ของขวัญที่ชอบ หรือพบเรื่องราวดีๆ ในชีวิตทำให้คุณรู้สึกดีใจ และเมื่อพบสิ่งที่น่าผิดหวังในชีวิต จะทำให้คุณรู้สึกเศร้า เก็บตัว ไม่อยากพบใคร ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเปลี่ยนผันไปตามเหตุการณ์ต่างๆ ภายนอกที่ได้ประสบพบเจอในแต่ละวัน

หากแต่การศึกษาพบว่า ความเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และพฤติกรรมในผู้ป่วยไบโพลาร์มีที่มาที่ไปมากกว่านั้น หนึ่งในตัวการที่น่าสงสัยคือ เจ้า“สารสื่อประสาท (Neurotransmitters)” ที่มีหน้าที่ส่งข้อมูลระหว่างเซลล์ประสาทในสมอง ซึ่งเจ้าตัวสารสื่อประสาทนี้เองที่คอยควบคุมระดับของอารมณ์ (mood), ความเครียด (Stress), ความสุข (Pleasure), สมาธิในการทำสิ่งต่างๆ (Attention and Concentration) และการใช้ความสามารถของสมองเราในด้านอื่น ๆ ซึ่งพบว่ามีสารสื่อประสาทบางตัวที่ทำงานแปรปรวน บางตัวก็มีจำนวนมากหรือน้อยเกินไป และด้วยความไม่สมดุลนี้เอง จึงส่งผลต่อผู้ป่วยโรคไบโพลาร์อย่างมากเชียวล่ะ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักเจ้าตัวการที่น่าสงสัยกัน

เซโรโทนิน (Serotonin) เป็นสารเคมีที่ทำให้บุคคลรู้สึกดี ผ่อนคลายและสงบเมื่ออยู่ในระดับที่พอดี หน้าที่สำคัญของเซโรโทนินคือ ช่วยควบคุมอารมณ์ ฮอร์โมน ควบคุมวงจรการนอนหลับ ควบคุมความดันโลหิต ความอยากอาหาร การรับรู้ความเจ็บปวด จากการศึกษาพบว่าในผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีอาการซึมเศร้า เนื่องจากมีระดับของเซโรโทนินที่ลดลงกว่าปกติ

กลูตาเมต (Glutamate) เป็นสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้น จากวารสาร Biological Psychiatry ในปี 2007 ได้เผยแพร่ว่าเราจะพบกลูตาเมตที่มากเกินไปในบางพื้นที่สมองผู้ป่วยไบโพลาร์ ซึ่งการรักษาในปัจจุบันต้องทานยาเพื่อลดการกระตุ้นเพื่อรักษาระดับของกลูตาเมตให้คงที่

กาบา (GABA) หากกลูตาเมตเป็นสารสื่อประสาทที่เป็นชนิดกระตุ้น กาบาจะเป็นตัวที่มีฤทธิ์ที่ตรงข้ามกัน นั่นคือเป็นชนิดยับยั้ง กาบามีหน้าปรับระดับของสารสื่อประสาทตัวอื่น ๆ อาทิ โดปามีน เซโรโทนิน และนอร์อิพิเนฟริน จากการศึกษาพบว่า มีการทำงานของกาบาลดลงในสมองของผู้ป่วย

โดปามีน (Dopamine) เป็นสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การให้รางวัลของสมอง ทำให้รู้สึกมีความสุข และยังมีหน้าที่ในการควบคุมการหลับ แรงจูงใจ การมีสมาธิและการเรียนรู้ จากนิตยสาร “Acta Psychiatrica Scandinavica Supplementum” ได้สรุปไว้ว่า โดปามีนเป็นสารสื่อประสาทที่มีบทบาทในการช่วงการเปลี่ยนจากขั้ว Mania ไปยังขั้ว Depressive ในผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ มีการศึกษามากมายยืนยันว่า พบโดปามีนสูงขึ้นในระยะ Mania และมีโดปามีนลดลงในระยะ Depressive Episode

นอร์อิพิเนฟริน (Norepinephrine) เป็นสารสื่อประสาทที่สังเคราะห์มาจากโดปามีน มีบทบาททำให้ร่างกายตื่นตัวเมื่อเผชิญกับภาวะกลัวหรือเครียด ซึ่งผู้ป่วยไบโพลาร์มักมีนอร์อิพิเนฟรินในสมองลดลงกว่าปกติ

เมลาโทรนิน (Melatonin) เป็นฮอร์โมนที่หลั่งมาจากต่อมไพเนียล ไม่ใช่สารสื่อประสาทแต่การทำงานเหมือนกับสารสื่อประสาท มีหน้าที่ควบคุมวงจรการนอนหลับ และควบคุมระดับของโดปามีนและกาบา จากนิตยสาร Frontiers of Neuropharmacology ปี 2011 พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเมลาโทรนินในผู้ป่วยโรคไบโพลาร์

นอกจากสารสื่อประสาทในสมองแล้ว ยังพบปัจจัยอื่นๆที่มีความเกี่ยวข้องคือ “พันธุกรรม (Genetic)” หากมีพ่อแม่หรือพี่น้องที่เป็นโรคไบโพลาร์จะพบความเสี่ยง 4 ถึง 6 มากกว่าผู้ที่ไม่มีบุคคลในครอบครัวเป็นโรคไบโพลาร์ และยังมีการศึกษาที่พบอีกว่า ในฝาแฝดแท้หากมีแฝดคนหนึ่งเป็น ก็จะมีโอกาสถึง 70% ที่อีกคนจะเป็นโรคไบโพลาร์ด้วย

Warning! จับสัญญาณอันตรายให้ทัน !
คงไม่ดีแน่ ! หากปล่อยไว้ให้ตนเองเผชิญความเปลี่ยนแปลงในวันที่อารมณ์พุ่งขึ้นสูงจนยากควบคุม หรือดิ่งร่วงลงมาอย่างไร้แรงต้านทาน แต่จะให้ควบคุมก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย ในเมื่อเจ้าตัวการร้ายแอบซ่อนอยู่ข้างในสมองของเรา แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ?

แม้ว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายใน การเข้าไปควบคุมอารมณ์ในระหว่างภาวะ Mania หรือ Depressive Episode คงเป็นเรื่องยาก แต่แท้จริงแล้วผู้ป่วยสามารถช่วยกันจับสัญญาณอันตรายก่อนที่จะอารมณ์จะเปลี่ยนขั้ว ได้โดยการหมั่นสังเกตจาก พฤติกรรม และอารมณ์ของตนเองที่เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ตัวอย่างเช่น

สัญญาณเตือนของ Depressive Episode
รู้สึก…อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากเจอหน้าใคร
ทำไมคนอื่นช่างน่ารำคาญ!
ชักเริ่มปวดหัวขึ้นมาอีกแล้ว
ไม่อยากที่จะสนใจใคร ไม่อยากทำอะไรเลย
ต้องการนอนมากขึ้น หรือนอนกลางวันมากขึ้น
ทำอะไรก็ไม่รู้สึกสนุกเลย
สัญญาณเตือนของ Mania Episode
คิดว่าตนเองสามารถอ่านหนังสือ 5 เล่มจบภายในรวดเดียว
รู้สึกไม่มีสมาธิหรือจดจ่อทำอะไรนานๆได้เลย
รู้สึกตัวเองพูดเร็วกว่าปกติ
หงุดหงิด ฉุนเฉียวบ่อยขึ้น (สังเกตด้วยตนเอง หรือจากการสังเกตของคนรอบข้าง)
รู้สึกตัวเองมีแรงมากขึ้น มีพลังงานมาก อยากทำอะไรเยอะเยอะไปหมด
หากเราสามารถมองเห็นและสังเกตถึงอาการเล็กๆน้อยที่เป็นสัญญาณเตือนเหล่านี้ จะทำให้เราสามารถเตรียมการการรับมือมันได้โดยการรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เร็วที่สุด

Opportunity to get money at ufa