Categories
สุขภาพ

สุดยอดเมนูอาหาร ไฟเบอร์

อาหาร ไฟเบอร์ จะช่วยตอบปัญหาเรื่องการขับถ่ายยาก ท้องผูก นอกจากจะทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายตัวแล้ว ยังอาจนำไปสู่โรคภัยไข้เจ็บได้ในที่สุด เพราะของเสียที่ถูกหมักหมมและเก็บสะสมไว้ในร่างกาย ยิ่งนานวันก็จะยิ่งส่งผลร้ายต่อสุขภาพ หากคุณอยากปรับระบบขับถ่ายให้ไหลลื่นขึ้น ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยและ ไฟเบอร์ ในปริมาณมากๆ เพราะไฟเบอร์จะทำหน้าที่เป็นเหมือนไม้กวาดของทางเดินอาหาร ช่วยให้การขับถ่ายไหลลื่น ชะล้างสารพิษในทางเดินอาหาร และยังช่วยป้องกันมะเร็งหลายชนิดได้อีกด้วย ไปดูกันว่าเมนูอาหารที่มีไฟเบอร์สูงนั้น มีอะไรกันบ้าง
ข้าวกล้อง
คือข้าวที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการขัดสี จึงทำให้สารอาหารและคุณประโยชน์ยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยม นอกจากจะมีวิตามินและแร่ธาตุมากมายแล้ว ยังมีไฟเบอร์สูงกว่าข้าวขาวถึง 9 เท่า ซึ่งช่วยเรื่องระบบขับถ่าย และยังป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ได้อีกด้วย
ธัญพืชและถั่วชนิดต่างๆ
เช่น เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วพิสตาชิโอ ถั่วลันเตา ถั่วแระ อัลมอนด์ และเมล็ดแฟลกซ์ เป็นต้น ในธัญพืชและถั่วต่างๆ ล้วนมีปริมาณไฟเบอร์อยู่ค่อนข้างสูง และยังอุดมไปด้วยธาตุสังกะสี แมกนีเซียม และวิตามินหลายชนิดที่จะไปช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหารในร่างกาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายให้ทำงานได้ดีตามไปด้วย
ผัก และผลไม้สด
การกินผักและผลไม้ในปริมาณที่น้อยเกินไป เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการท้องผูกและขับถ่ายไม่เป็นปกติ ในแต่ละวันควรหันมากินผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพราะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ระบบขับถ่ายของคุณทำงานได้ดีขึ้นผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง มีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย ได้แก่ มะละกอสุก กล้วย อะโวคาโด ลูกพรุน ส้ม แอปเปิ้ลเขียว สับปะรด แก้วมังกร ลูกแพร กีวี มันเทศต้ม เป็นต้น การกินผักและผลไม้เหล่านี้เป็นประจำจะช่วยให้อุจจาระอ่อนนุ่ม และขับถ่ายง่าย นอกจากนี้ ควรทำควบคู่ไปกับการดื่มน้ำวันละประมาณ 1.5-2 ลิตร เป็นประจำ ก็จะยิ่งช่วยให้การขับถ่าย คล่องขึ้นจนคุณรู้สึกได้ อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ดื่มน้ำทุกที่ทุกเวลากับ 10 เหตุผลดีๆ จากการ ดื่มน้ำ เปล่า

นอกจากอากาศ และอาหารหลัก 5 หมู่แล้ว การ ดื่มน้ำ “น้ำ” ถือเป็นสิ่งสำคัญต่อชีวิตรองลงมาที่ร่างกายจะขาดไม่ได้ เพราะว่าน้ำเป็นส่วนประกอบของร่างกาย ถึง 70% มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์หากขาดอาหาร แต่จะอยู่ได้เพียงไม่กี่วันหากขาดน้ำ ซึ่งการดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 8 แก้วต่อวัน ก็ถือว่าดีต่อสุขภาพ เราจึงได้คัดสรรเหตุผลดีๆ ที่จะทำให้คุณรู้ว่า การดื่มน้ำนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายอย่างไรบ้าง
1. ดีต่อสมอง และระบบประสาท เนื่องจากน้ำ คือส่วนประกอบสำคัญของเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย และสมอง การ ดื่มน้ำ อย่างเพียงพอจะช่วยให้คลายเครียด ลดอาการปวดศีรษะได้ ถือเป็นการผ่อนคลาย และเพิ่มพลังให้กับสมองอีกทางหนึ่ง
2. ช่วยให้ผิวพรรณสุขภาพดี ไม่เหี่ยวย่นง่าย เพราะน้ำจะคอยดูแลเซลล์ให้ลอยอยู่บนน้ำ และช่วยให้เกิดการไหลเวียนของเลือดในร่างกายได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยเติมเต็มเนื้อเยื่อ ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น ดูเรียบเนียน มีน้ำมีนวล และดูอ่อนเยาว์
3. ช่วยล้างสารพิษ และช่วยให้ระบบการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะน้ำจะนำพาของเสียให้ออกจากร่างกายได้อย่างง่ายดาย ทั้งทางอุจจาระ ปัสสาวะ และรูขุมขน
4. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงช่วยป้องกันอาการเลือดข้น ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดได้
5. ช่วยให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ เพราะทุกระบบก็ต้องการน้ำไปใช้ทั้งสิ้น เช่น ช่วยเรื่องการหล่อลื่นในระบบ ทางเดินอาหาร เชื่อมเซลล์ และหล่อลื่นข้อต่อต่างๆ ช่วยลำเลียงสารอาหารที่มีประโยชน์ไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายตลอดเวลา
6. ช่วยส่งเสริมการทำงานของไต โดยเจือจางเกลือ และแร่ธาตุที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดนิ่ว จึงลดความเสี่ยงโรคนิ่วในไตได้
7. ช่วยย่อยอาหาร และส่งผลดีต่อสุขภาพของลำไส้ การดื่มน้ำที่เพียงพอ จะทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้อย่างสมบูรณ์ และป้องกันอาการท้องผูก หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอ ลำไส้ใหญ่จะดึงน้ำไปจากอุจจาระ เพื่อรักษาความชุ่มชื้น จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณขับถ่ายได้ยาก
8. ช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ เป็นตัวการสำคัญที่ช่วยให้ปฏิกิริยาเคมีของกระบวนการเผาผลาญอาหาร และไขมันในร่างกายเป็นไปอย่างปกติ
9. ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ตลอดเวลา โดยที่น้ำจะระบายความร้อนที่เป็นส่วนเกินออกจากร่างกายในรูปแบบเหงื่อที่ระเหยจากผิวหนัง เพื่อรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่
10. ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็ง เพราะน้ำมีส่วนช่วยในการลำเลียงสารอาหาร กำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย และช่วยให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งเต้านมได้อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

อีกหนึ่งวิธีรักษาผู้ป่วย..ด้วย ออกซิเจน บรรยากาศสูง HYPERBARIC OXYGEN (HBO) THERAPY

โดยทั่วไปร่างกายเราสามารถพา ออกซิเจน ไปกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ในปริมาณจำกัด แต่หากเราเพิ่มปริมาณแรงดันบรรยากาศ จะทำให้เกิดการละลายออกซิเจนเพิ่มมากขึ้น และทำให้การละลายของออกซิเจนเข้าไปในพลาสมาได้มากขึ้น ทำให้ร่างกายเราเก็บออกซิเจนเข้าไปใช้งานในเนื้อเยื่อที่ร่างกายต้องการเยอะขึ้น จึงสามารถซ่อมแซม หรือสร้างใหม่ สามารถสมานแผลได้เร็วยิ่งขึ้น กระตุ้นให้มีการสร้างเส้นเลือดฝอยขึ้นใหม่ เรียกว่าเพียงพอต่อการใช้งานได้เป็นอย่างดี

Hyperbaric Oxygen (HBO) Therapy
ตัวช่วยรักษาผู้ป่วย ด้วยออกซิเจนความดันสูงบำบัด
เมื่อเราทราบกันดีแล้วว่า “ออกซิเจน” มีความสำคัญกับร่างกาย ทางการแพทย์จึงนำข้อดีเหล่านี้เข้ามาประยุกต์ปรับใช้ โดยนำวิธีการรักษาด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% แรงดันสูง มาใช้ประกอบในการดูแลรักษาโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ
โรคที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรัง รักษาแผลเรื้อรัง (Chronic wound) จากการเป็นเบาหวาน
การเร่งการฟื้นฟูระบบสมองและประสาท ในบางภาวะ
ให้เลือดไหลเวียนไปสู่อวัยวะที่ขาดเลือดได้ดีขึ้น
การบาดเจ็บที่เกิดจากความดันบรรยากาศเปลี่ยนแปลง เช่น ผู้ป่วยจากการดำน้ำ/หรือผู้ป่วยจาการลงอุโมงค์ขุดเจาะ
ช่วยลดอาการบวมของอวัยวะ
แผลที่เกิดจากการฉายรังสี ทำให้แผลหายเร็วขึ้น แผลกดทับ แผลติดเชื้อ แผลไฟไหม้ หรือแม้แต่แผลผ่าตัดทั่วไป
อีกทั้ง ยังช่วยชะลอความเสื่อมในร่างกายอีกทางหนึ่ง ภายในห้องปรับบรรยากาศ (Hyperbaric Chamber) โดยการรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับออกซิเจนในปริมาณที่สูงกว่าปกติหลายเท่า ส่งผลดีต่อการรักษาโรคต่าง ๆ โดยการบำบัดนี้มักใช้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีอื่นควบคู่กันไป ซึ่งจะช่วยให้ผลการรักษาดี และเร็วขึ้น
ทำความรู้จัก 3 ข้อหลักดีๆ ที่ได้จาก HBO
1. ลดความพิการ และการสูญเสียอวัยวะ : ในบางโรคแพทย์อาจต้องทำการผ่าตัดส่วนนั้นทิ้ง เช่น นิ้วเท้า หรือนิ้วมือ สามารถช่วยให้แผลเรื้อรังต่างๆ ที่เกิดจากการขาดออกซิเจนหายเร็วขึ้น จึงลดระยะเวลาการรักษา รวมถึงลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษา นอกจากนี้ การทำ HBO ยังช่วยเสริมออกซิเจนให้กับสมองทันที หรือเนื้อเยื่อที่เลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มาด้วยการลดความกดอากาศ แรงดันในห้องปรับบรรยากาศ HBO จะส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในพลาสมาทำให้ระดับของออกซิเจนในเลือดแดงสูงขึ้นตามมา ส่งผลให้ออกซิเจนแพร่ออกจากเส้นเลือดฝอยได้ไกล สามารถไปเลี้ยงสมองและร่างกายส่วนปลายได้อย่างเพียงพอ อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

การผ่าตัดไส้ติ่ง คืออะไร?

การ ผ่าตัดไส้ติ่ง คืออะไร?
เป็นการผ่าตัดเพื่อนำไส้ติ่งที่มีการอักเสบออกไป ซึ่งเกิดจากการอุดตันของสิ่งตกค้างบริเวณไส้ติ่ง หรือเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย จนทำให้ปวดท้องอย่างรุนแรงบริเวณรอบสะดือลงมาถึงท้องด้านล่างขวา อาจมีอาการอื่นๆ เช่น มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
หากเกิดไส้ติ่งแตก จะทำให้มีการติดเชื้อในสู่กระแสเลือดตามมา และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ การผ่าตัดในกรณีที่ไส้ติ่งแตกแล้ว มีโอกาสเกิดแผลติดเชื้อสูง
การปฏิบัติตัวหลัง ผ่าตัดไส้ติ่ง
1.กระตุ้นการลุกจากเตียงหลังผ่าตัด 24 ชั่วโมงแรก เพื่อให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวเร็วขึ้น
2.งดอาหารและน้ำหลังผ่าตัดวันแรก จนกว่าจะมีการเคลื่อนไหวของลำไส้ จากนั้นแพทย์จะให้เริ่มจิบน้ำ ถ้าไม่มีอาการท้องอืด จะเริ่มให้อาหารเหลว อาหารอ่อนและอาหารธรรมดาตามลำดับ
3.พยายามหายใจเข้า-ออก ลึกๆและไอถูกวิธี
4.ห้ามเกาแผลหรือกระทบกระเทือนแผล เพราะอาจทำให้เกิดการอักเสบ บวม แดง ได้
5.เวลาไอ ใช้มือประคองแผล ป้องกันแผลแยกและลดความเจ็บปวดแผลได้
6.การรักษาความสะอาดของร่างกายโดยการเช็ดตัว ห้ามให้แผลเปียก หากแผลเปียกน้ำควรเปลี่ยนผ้าปิดแผลทันที
7.การรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์
8.การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
9.ป้องกันไม่ให้มีอาการท้องผูก
10.พักผ่อนให้เพียงพอ
11.มาตรวจตามแพทย์นัด

เมื่อไหร่ควรต้องกลับมาพบแพทย์ก่อนนัด
โดยปกติหลังผ่าตัด อาการปวดแผลจะทุเลาลงภายใน 2-3 วัน แต่หากมีการติดเชื้อเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ซึ่งเราจะสามารถเช่น
อาการไม่ทุเลาลง หลังผ่าตัด 2-3 วัน แต่กลับปวดแผลมากขึ้น
แผลมีหนองหรือน้ำเหลืองซึ อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ALMOND ต้านโรคหัวใจ

อัลมอนด์
มีคุณประโยชน์ต้าน โรคหัวใจ เนื่องจากมีส่วนประกอบสำคัญอย่างกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี และลดระดับ LDL ไขมันเลวในร่างกายลง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของร่างกาย สามารถรับประทานได้ทุกวัน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
จากผลการวิจัยระบุว่า การรับประทานอัลมอนด์เพียงวันละ 1 หยิบมือ ช่วยลด LDLได้ถึง 4.4% และถ้ารับประทาน 2 หยิบมือต่อวัน ช่วยลด LDL ได้ถึง 9.4% อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

คุณแม่ กับ คาเฟอีน สิ่งที่ควรรู้ก่อนกินเข้าไป

คุณแม่กับ คาเฟอีน

ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตครองใจทุกเพศ ทุกวัย บางคนทานกาแฟตอนเช้าเพื่อให้รู้สึกสดชื่น หลุดพ้นจากความง่วง ข้ามมาช่วงบ่ายทำงานนั่งโต๊ะจนร่างกายเอื่อยเฉื่อย ได้ดื่มชาเย็น ๆ อีกสักแก้ว เพิ่มน้ำตาลให้กับร่างกายก็แก้ง่วงได้ดี แต่สำหรับคุณผู้หญิงที่กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นคุณแม่แล้ว การทานคาเฟอีนแบบที่ทำอยู่ทุกวันอาจไม่ดีต่อลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์นัก

หากบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมาก ๆ
จะส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์อย่างไร ?
คาเฟอีนมีสารขับปัสสาวะ ทำให้เราปัสสาวะบ่อย ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำ มากกว่าปกติ กรณีนี้ คุณแม่ควรดื่มน้ำทดแทนด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดน้ำ
ทารกในครรภ์ไม่สามารถขับสารคาเฟอีนที่รับมาได้เอง หากได้รับในปริมาณที่มาก อาจทำให้การเจริญเติบโตช้า หรือน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ บางรายมีโอกาสพิการแต่กำเนิดได้

สำหรับคุณแม่ที่ทานเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นประจำ คงเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความอดทน และห้ามใจเป็นอย่างมาก เพื่อลูกน้อย แต่สารคาเฟอีนในเครื่องดื่ม ไม่ได้อันตรายเสียทีเดียวหากเรารู้จักที่จะบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ

การบริโภคเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างไรให้พอดี ?
นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานในคนท้อง ที่มีสาเหตุมาจากน้ำตาลในกาแฟอีกด้วย
ดื่มน้ำตามมาก ๆ ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างที่กล่าวไป การดื่มเครื่องที่มีคาเฟอีนนั้นจะทำให้ร่างกายขับปัสสาวะบ่อยกว่าที่ควร เกิดภาวะขาดน้ำได้ การดื่มน้ำก็ช่วยทดแทนได้เช่นเดียวกัน
เปลี่ยนจาก ชา กาแฟ มาเป็น น้ำผลไม้ ก็สามารถช่วยให้ร่างกายสดชื่นได้เช่นกัน และยังช่วยลดอาการกระหายน้ำ จากเดิมที่เราจะชงกาแฟดื่มยามบ่าย ก็เปลี่ยนมาเป็น น้ำส้มคั่น น้ำฝรั่ง หรือ นม ก็เพิ่มความสดชื่น และ ชื่นใจได้ แถมยังดีต่อสุขภาพคุณแม่และลูกน้อยอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

สูตร(ไม่)ลับ ให้ลูกน้อยแข็งแรงตั้ง แต่ในครรภ์

สูตร(ไม่)ลับ ให้ลูกน้อยแข็งแรงตั้ง แต่ในครรภ์
สำหรับคุณแม่ที่ตั้ง แต่ในครรภ์ อยู่นั่น สิ่งที่คำนึงถึงเป็นอย่างแรกในทุก ๆ วัน คงหนีไม่พ้น การเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เพื่อให้ลูกน้อยที่กำลังเติบโตในครรภ์ความสมบูรณ์ แข็งแรง มีสุขภาพดี อวัยวะครบถ้วน
โภชนาการที่คุณแม่ควรได้รับ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สร้างเสริมความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกายและพัฒนาการให้ลูกน้อยได้ แล้วสารอาหารอะไรบ้างที่คุณแม่ควรได้รับ?

โปรตีน มารดาและทารกในครรภ์ต้องการโปรตีนคุณภาพในปริมาณสูง เพื่อสร้างเซลล์และอวัยวะทั้งของทารกและของมารดา เช่น การขยายตัวของผนังมดลูก การสร้างรกและสายสะดือ จึงควรได้รับโปรตีนเพิ่มขึ้นจาก ก่อนตั้งครรภ์ตั้งแต่มีการปฏิสนธิ
แหล่งอาหาร : โปรตีนได้จาก เนื้อสัตว์นม ไข่ถั่วต่างๆ เต้าหู้น้ำเต้าหู้

แคลเซียม มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์และการรักษาปริมาณมวลกระดูกของมารดา นอกจากนั้นยังช่วยการพัฒนาระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจ หลอดเลือดและช่วยในการแข็งตัวของเลือดควบคุมการหลั่ง ฮอร์โมนบางชนิด
แหล่งอาหาร : อาหารที่มีแคลเซียมสูงได้แก่ นม เป็นแหล่งอาหารที่ดีของแคลเซียมทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ แคลเซียมจากน้ำนมถูกดูดซึมได้ดี นอกจากนมยังมีจากอาหารอื่น เช่น ผลิตภัณฑ์นม ปลาเล็กปลาน้อย ปลาซาร์ดีนกระป๋อง กุ้งฝอย กุ้งแห้ง คะน้า ใบยอ ผักกวางตุ้ง เป็นต้น

โฟเลต เมื่อร่างกายได้รับโฟเลตไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และยังมีผลต่อการสร้างสมอง ระบบประสาท และไขสันหลังตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิทำให้ทารกมีโอกาสพิการแต่กำเนิด ได้แก่ ภาวะหลอดประสาทของทารกในครรภ์เปิด และอาการปากแหว่งเพดานโหว่
แหล่งอาหาร : ผักและผลไม้ที่เป็นแหล่งอาหารที่ดีของโฟเลต ได้แก่ ดอกกะหล่ำ ดอกและใบกุ้ยช่าย มะเขือเทศ ผักตระกูลกะหล่ำ แตงกวา หน่อไม้ฝรั่ง แครอท ถั่วฝักยาว ผักใบเขียวองุ่น ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น

เหล็ก ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงให้เพียงพอสำหรับระบบหมุนเวียนเลือดของมารดาและส่งผ่านสู่ทารกในครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ที่มีธาตุเหล็กสะสมในร่างกายน้อย จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตจางอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระยะแรกๆของการตั้งครรภ์
แหล่งอาหาร : อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง และดูดซึมได้ดีได้แก่ ตับ เลือด เนื้อสัตว์สีแดงเช่น เนื้อหมู เนื้อวัว ไข่ เป็นต้น และควรกินร่วมกับอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม เป็นต้น อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

อาหาร แบบไหน? ที่คุณแม่ควรเลี่ยง เพื่อให้หุ่นดีและยังมีคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วน

อาหาร แบบไหน ?
คุณแม่หลาย ๆ คน มักมีของชอบที่แตกต่างกันไป ตามรสชาติและชนิดของอาหารที่ชอบ แต่เมื่อเกดิการตั้งครรภ์ คุณแม่ต้องคำนึงและระวังอาหารที่ทานเข้าไปในทุก ๆ มื้อ เพราะ โภชนาการที่คุณแม่ได้รับลูกน้อยในครรภ์ก็ได้รับด้วย เราจึงต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดในอาหารแต่ละมื้อ ไม่ว่าอาหารจานนั้นจะเป็นของโปรดหรือไม่ก็ตาม
วันนี้เราจะมาแนะนำอาหารและเครื่องดื่มที่คุณแม่ควรหลีกเลี่ยง ด้วยโภชนาการที่ได้รับไม่เกิดผลดีต่อลูกน้อยเท่าไหร่นัก ทำให้คุณแม่ทั้งหลายต้องอดใจ ไม่รับประทานเพื่อลูกน้อย

อาหารรสจัดและมีกลิ่นฉุนมาก เช่น ยำรสจัด มีกลิ่นฉุนของหัวหอม อาจทำให้ลูกไม่สบายท้อง แม่แสบกระเพาะอาหารได้ง่าย

ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ หากดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ควรเลี่ยงการให้นม/ปั๊มนม 2 ชั่วโมงหลังการดื่ม เพราะลูกสามารถได้รับคาเฟอีนผ่านน้ำนม
แม่ได้ และมีผลต่อการสร้างกระดูกของลูก เสี่ยงต่อการแท้ง คลอดก่อนกำหนด หรือลูกน้ำหนักน้อยกว่าปกติพิการได้

อาหารหมักดอง และเลี่ยงการรับประทานอาหารกระป๋อง อาหารแปรรูป อาหารที่มีผงชูรสและสารปรุงแต่งต่างๆ เช่น กุนเชียง ลูกชิ้น ไส้กรอก หมูยอ ปลากระป๋อง ผักกาดดองกระป๋อง เพราะร่างการจะได้รับปริมาณโซเดียมจากเกลือสูงกว่าปกติเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีความดันโลหิตสูง ทำให้หัวใจและไตทำงานหนักมากขึ้น

เลี่ยงกลุ่มครื่องดื่มที่มีรสหวาน เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน โกโก้เย็น นมเปรี้ยว เป็นต้น กลุ่มขนมเบเกอรี่ เช่น เค้ก พาย โดนัท เป็นต้น กลุ่มขนมขบเคี้ยว เช่น ปลาเส้นปรุงรส มันฝรั่งทอด ขนมปังเวเฟอร์ขนมปังแท่ง เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้หญิงตั้งครรภ์อ้วน และมีความเสี่ยงที่จะเกิดครรภ์เป็นพิษ ลูกเกิดมาตัวใหญ่ คลอดยาก อีกทั้งเสี่ยงที่จะเป็นเด็กอ้วนในอนาคต อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่เราอยากเตือนคุณ

มะเร็งกระเพาะอาหาร ภัยเงียบที่เราอยากเตือนคุณ
มะเร็งกระเพาะอาหารนั้น ระยะเริ่มแรกมักไม่ค่อยแสดงอาการออกมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ จนกระทั่งเข้าสู่ระยะร้ายแรง ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงสูง และค่าใช้จ่ายในรักษาก็สูงตามเช่นกัน
ความเสี่ยง
1. การทานอาหารสจัด เผ็ดมาก เค็มมาก ของหมักดอง
2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าเกณฑ์ (BMI) หรือผู้ที่เป็นโรคอ้วน
3. ผู้ที่อายุ 55 ปีขึ้นไป
4. มีญาติหรือครอบครัวใกล้ชิดเคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร
5. มะเร็งกระเพาะอาหารมักเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
6. ผู้ที่เคยเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นต้น
7. ผู้ที่สูบบุหรี่
8. ผู้ติดเชื้อแบคทีเรีย H.Pylori
9. ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
10. ผู้ที่เคยรับการผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน

การตรวจหามะเร็ง
1. เจาะเลือดเพื่อหาสารบ่งชี้มะเร็ง เป็นการตรวจหามะเร็งเบื้องต้นและง่ายที่สุด ใช้เวลาไม่นานก็ทราบผล ซึ่งหากตรวจด้วยวิธีนี้ แล้วพบกับสารบ่งชี้มะเร็ง แพทย์จะแนะนำให้ทำการตรวจแบบส่องกล้องเพื่อวินิจฉัยอย่างละเอียดในขั้นตอนต่อไป
2. การส่องกล้องเพื่อหามะเร็งกระเพาะอาหาร สามารถทำได้ทั้งผู้ที่มีสุขภาพดีอยู่แล้วและผู้ที่เป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร นอกจากตรวจหามะเร็งได้แล้วนั้น ยังสามารถตรวจหาเนื้องอก หรือความผิดปกติอื่นๆ ของกระเพาะอาหารได้อีกด้วย
3. การตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย H.Pylori ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

น้ำหนักลดเร็ว หุ่นผอมเร็วเกิน หรืออาจเป็น มะเร็งตับ

ผอมเร็วหรือเป็น มะเร็งตับ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบเต็มที่ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเที่ยว กินดื่ม นอนดึกตื่นเช้า แต่ยังรู้สึกแข็งแรงปกติดี แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งตื่นขึ้นมากลับรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยล้า แบบที่แค่ลาป่วยนอนพักอยู่บ้าน หลายวันแล้วก็ยังไม่หาย หรือแม้จะรู้สึกปกติดี แต่ความอยากอาหารกลับลดลง คุณอาจจะคิดว่า เพราะเครียด จนกระทั่งน้ำหนักลดลงเรื่อย ๆ
เกิดอะไรขึ้นนะ?
หลาย ๆ คนคงคิดว่าการน้ำหนักลดลง โดยไม่ต้องออกกำลังกายนั่น น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ความจริงแล้ว อาการไม่อยากอาหารแบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งตับได้ด้วยนะ!
มะเร็งตับเป็นโรคยอดฮิตอันดับหนึ่งของเพศชาย เกิดได้หลายปัจจัย แต่เราสามารถลดเสี่ยงจากเป็นมะเร็งตับได้ ควบคุมปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ทานผักและผลไม้ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การกลั้นอุจจาระ การนอนดึกเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ ที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก มีเพียงแค่อาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่ได้ระแคะระคายในร่างกายของตัวเอง

น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ หนึ่งในอาการของมะเร็งตับ
อาการไม่อยากอาหาร ท้องอืด รู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน ดูผิวเผินก็เหมือนกับว่า โรคกะเพาะธรรมดาเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นอาการในระยะแรก เป็นแค่อาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่ได้ระแคะระคายในร่างกายของตัวเอง

นอกจากนี้อาการไม่อยากอาหารที่มีอย่างต่อเนื่องจนทำให้ น้ำหนักลดลงนั้นยังมีอาการอื่น ๆ ที่ควรสังเกตด้วย ดังนี้
อ่อนเพลีย แขน ขาไม่มีแรง เมื่อมีไข้ตลอดเวลา
ตัวเหลือง คันตามผิวหนังโดยไม่มีสาเหตุ
มักมีอาการเลือดออกทางจมูกบ่อย ๆ
คลำช่องท้องส่วนบนแล้วเจอก้อนแข็ง อ่านเพิ่มเติม