“ผ่าตัดถุงน้ำ รังไข่ ” ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว

โรคที่พบได้บ่อยเกี่ยวกับความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงอย่างเรานั้นมีอยู่มาก ทั้งมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ ปากมดลูก ช่องคลอด ซึ่งล้วนแต่เป็นโรคที่เราต้องใส่ใจมากๆ ทั้งนั้น ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นเนื้อร้าย แล้วต้องมานั่งน้ำตาตกกันภายหลัง
ถุงน้ำรังไข่ โรคสุดฮิตที่ต้องรีบเคลียร์
ถุงน้ำรังไข่ หรือซีสต์ที่รังไข่ หนึ่งในโรคที่สาวๆ ต้องรีบตัดสินใจเมื่ิอได้พบเจอ ถึงแม้ว่าถุงน้ำ หรือซีสต์นี้อาจจะเกิดขึ้นแล้วฝ่อไปเองได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่มันก็ยังมีถุงน้ำบางอย่างที่ต้องได้รับการผ่าตัด เพราะด้วยฮอร์โมนแล้วไม่สามารถยุบเองได้ อาการนั้นจะรุนแรงมาก ปวดท้องจนเดินไม่ได้ ซึ่งมักจะเกิดจากการที่ถุงน้ำแตก บิดขั้ว ถ้าถุงน้ำรังไข่แตกอาจจะทำให้มีพังผืดในท้อง ทำให้ปวดท้องน้อยเรื้อรัง ลามไปถึงการมีลูกยาก ถ้ามีการบิดขั้วเกิดขึ้นอาจทำให้ต้องเสียรังไข่ข้างนั้นไปเลยก็ได้ และถ้าปล่อยไว้นานก็มีโอกาสกลายเป็นมะเร็งได้ในที่สุด
สัญญาณเตือนที่มาพร้อมความเสี่ยง
• มีอาการปวดท้องน้อย และชอบปวดช่วงมีประจำเดือน
• รู้สึกปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการที่ซีสต์โต และไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ
• หน้าท้องโตขึ้นผิดปกติ
• ปวดท้องน้อยเฉียบพลัน ซึ่งอาจเกิดจากขั้วถุงน้ำรังไข่บิด หรือแตก
• ประจำเดือนมามาก หรือมาประปริบกระปรอยผิดปกติ มีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้นทุกเดือน อ่านเพิ่มเติม

เจ็บคอ ต่อมทอนซิลอักเสบ แค่กลืนน้ำลายยังรู้สึกทรมาน

หากใครเคยมีอาการ เจ็บคอ แบบกลืนอะไรแทบไม่ได้ แค่กลืนน้ำลายยังรู้สึกทรมานจากภาวะทอนซิลอักเสบก็คงไม่อยากกลับไปเป็นซ้ำอีก ดังนั้น การเรียนรู้ต้นเหตุของอาการ และหาวิธีป้องกัน จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ต่อมทอนซิล (Tonsils) คืออะไร? อักเสบได้อย่างไร?
ต่อมทอนซิล (tonsils) เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบภูมิคุ้มกันคอยกำจัดเชื้อโรคในคอของเราไม่ให้เข้าสู่ระบบทางเดินอาหารของร่างกาย เป็นกลุ่มของเนื้อเยื่อชนิดลิมฟอยด์ประเภทต่อมน้ำเหลือง ต่อนทอนซิลพบได้หลายตำแหน่งในช่องปาก แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดความผิดปกติ เกิดการติดเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรียกลายเป็นภาวะต่อมทอนซิลอักเสบ (tonsillitis) พบได้บ่อยทั้งในเด็ก และผู้ใหญ่ เวลาตรวจในช่องปากจะพบต่อมทอนซิลบวมแดงมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีเยื่อขาวๆ ปกคลุม ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น เจ็บคอ มาก โดยเฉพาะเวลากลืน อาจมีอาการอาเจียนหลังจากรับประทานอาหาร เพราะการรับประทานอาหารจะไปรบกวนลำคอที่เจ็บอยู่
ต่อมทอนซิลอักเสบ รักษาอย่างไร?
โดยปกติแพทย์รักษาตามอาการ เช่น ให้ยาบรรเทาอาการเจ็บคอ ยาลดน้ำมูก หรือลดไข้ ให้ยาแก้อักเสบเพื่อกำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุ ถ้าการอักเสบนั้นเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือหากแพทย์พิจารณาว่ามีสาเหตุมาจากไวรัสก็จะให้ยารักษาตามอาการเท่านั้น เพราะยาต้านจุลชีพไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรดื่มน้ำมากๆ เนื่องจากผู้ป่วยเจ็บคอมากมักจะดื่มน้ำค่อนข้างน้อย พักผ่อนให้เต็มที่ รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก หรือข้าวต้มที่ไม่ร้อนจนเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเผ็ด หรือรสจัด หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ และหลีกเลี่ยงการใช้เสียงชั่วคราว ในกรณีที่อาการรุนแรงอาจต้องนอนพักในโรงพยาบาลเพื่อให้น้ำเกลือ และยาต้านจุลชีพทางหลอดเลือดดำ หากเจ็บคอมากจนรับประทานอาหารไม่ได้ร่วมกับมีไข้สูง และไม่ได้รับการรักษา อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นจากการอักเสบของต่อมทอนซิลที่อาจจะกระจายกว้างออกไปจนเกิดเป็นหนอง และลุกลามผ่านช่องคอเข้าสู่ปอด และหัวใจได้
หากต่อมทอนซิลอักเสบบ่อยๆ อันตรายหรือไม่?
หากเกิดภาวะต่อมทอนซิลอักเสบอยู่บ่อยๆ ต่อมทอนซิลจะโตขึ้นแล้วเปลี่ยนสภาพเป็นแบบเรื้อรัง และอาจมีการอักเสบอย่างเฉียบพลันเป็นๆ หายๆ ได้ การที่ต่อมทอนซิลโตจะทำให้เกิดร่องหรือซอก ซึ่งเศษอาหารอาจเข้าไปตกค้างอยู่ได้ ทำให้เกิดการอักเสบยืดเยื้อออกไปและอาจจบลงด้วยการผ่าตัด อ่านเพิ่มเติม

กินหมาก กินพลู พฤติกรรมผู้สูงอายุเสี่ยง “มะเร็งในช่องปาก” ได้

ปัจจุบัน ไม่ใช่แค่มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ หรือมะเร็งปอดเท่านั้นที่น่ากลัว “มะเร็งในช่องปาก” ก็เป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีพฤติกรรมชอบกินหมาก กินพลู แล้วสองสิ่งนี้มีความเกี่ยวโยงกับการเกิดเซลล์มะเร็งได้อย่างไรเรามาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆ กัน
ทำความรู้จักกับโรคมะเร็งในช่องปากหรือมะเร็งในช่องปาก
คือ การเกิดเซลล์มะเร็งในบริเวณช่องปาก สามารถเกิดได้ทั้งที่ริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม เหงือก เพดานปาก กระดูกขากรรไกร ลิ้นไก่ และต่อมทอนซิล โดยมักจะพบในกลุ่มคนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
การกินหมาก กินพลู กับการเกิดมะเร็งในช่องปาก
จากผลการศึกษาในสัตว์ทดลองของ International Agency for Research on Cancer พบว่าผลของหมากมีส่วนประกอบที่เรียกว่า สารก่อมะเร็ง ปะปนอยู่ รวมไปถึงปูนที่ใช้ทานกับหมากสามารถกัดเนื้อเยื่อในช่องปาก ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นแผลเรื้อรังและทำให้เซลล์ของเนื้อเยื่อกระพุ้งแก้มเกิดการเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมะเร็งได้
พฤติกรรมผิดๆ ก็ทำให้ชีวิตตกอยู่ในความเสี่ยง
นอกจากการเคี้ยวหมาก เคี้ยวพลูแล้ว การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็ทำให้มีโอกาสในการเป็นมะเร็งในช่องปากมากกว่าคนปกติได้ถึง 15 เท่า รวมทั้งการทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเป็นประจำ เนื่องจากความร้อนมีผลต่อการระคายเคืองของเนื้อเยื่ออ่อนในช่องปาก ทำให้เกิดแผลเรื้อรังและกลายเป็นเซลล์มะเร็ง
สัญญาณเตือนแบบนี้..ควรรีบไปพบแพทย์
แผลเรื้อรังรักษาไม่หาย หรือเป็นมานานกว่า 2-3 สัปดาห์
มีฝ้าขาวๆ หรือฝ้าแดง บริเวณเยื่อบุในช่องปาก หรือลิ้น
มีตุ่ม หรือก้อนในช่องปาก โดยขนาดของก้อนนั้นจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมักไม่มีอาการเจ็บปวด
มีก้อนบริเวณลำคอ แต่กดแล้วไม่เจ็บ ซึ่งอาจเกิดจากการลุมลามของเซลล์มะเร็งไปยังต่อมน้ำเหลือง
บางรายอาจมีอาการฟันโยกหรือฟันหลุด เนื่องมาจากมีก้อนเนื้องอกเกิดขึ้นบริเวณเหงือก เพดานปาก และพื้นปาก อ่านเพิ่มเติม

เมื่อมีอาการปวดเท้า และ ข้อเท้า

ข้อเท้า และเท้า ของคนเราถือเป็นอวัยวะที่สำคัญไม่แพ้ส่วนอื่นใดในร่างกาย เพราะช่วยให้เราสามารถเดินไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย และนับว่าเป็นอวัยวะหนึ่งที่ถูกใช้งานบ่อย ในระหว่างที่เราเดินนั้นเท้าและ ข้อเท้า จะต้องรับน้ำหนักตัวในการเคลื่อนไหวต่างๆ ของเรา ปีหนึ่งๆ จะมีผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเท้า และเท้าเป็นจำนวนมาก
ปวดข้อเท้า และเท้ามีสาเหตุและอาการ ดังนี้
ข้อเท้าพลิก หรือแพลง เป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกครั้งที่เราทำกิจกรรมต่างๆ พบมากในหมู่นักกีฬา หรือแม้แต่การใส่รองเท้าส้นสูง ก็ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการข้อเท้าพลิกได้ทั้งสิ้น สาเหตุที่เท้าพลิก หรือแพลงนั้นเนื่องจากเอ็นและเนื้อเยื่อรอบข้อเท้าฉีกขาด อาจจะเป็นเพียงบางส่วนหรือทั้งเส้น ทำให้ข้อเท้าไม่มั่นคง ผู้ป่วยจะมีอาการบวม และปวดบริเวณข้อเท้า เป็นรอยเขียวๆ รอบข้อเท้า เนื่องจากการฉีกขาดของเส้นเลือด ควรประคบน้ำแข็งบริเวณข้อเท้าทันทีที่ได้รับอุบัติเหตุ เพื่อช่วยลดอาการอักเสบ อย่านวด หรือรักษาด้วยวิธีการอื่นหากยังไม่ได้รับการวินิจฉัย เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด อาจมีการตรวจทางรังสีเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีกระดูกหัก อาการนี้ใช้เวลารักษาประมาณ 6-8 สัปดาห์ แต่ภาวะบวมจะหายก่อน แพทย์จะให้พักเท้าให้มากที่สุด โดยอาจจะใส่เฝือก ใช้ผ้าพันเพื่อลดอาการบวม หรือใช้ไม้เท้าช่วยพยุงน้ำหนัก เมื่ออาการดีขึ้นให้เริ่มต้นบริหารโดยการขยับข้อเท้าทุกทิศทาง เช่น หมุนข้อเท้า กระดูกเท้า เหยียดเท้า บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ใช้กระดูกเท้า ข้อสำคัญของการบริหารต้องไม่ทำให้เกิดการเจ็บของข้อ
เอ็นร้อยหวายอักเสบมักจะเกิดกับกีฬาที่ต้องใช้กล้ามเนื้อน่องมาก เช่น บาสเกตบอล กระโดดสูง จะมีอาการปวดบริเวณเอ็นร้อยหวาย ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่เอ็นร้อยหวายระหว่างการออกกำลังกาย และจะปวดมากขึ้นเมื่อหยุดออกกำลังกาย เมื่อกดบริเวณเอ็นร้อยหวายจะเกิดอาการปวด หรือเมื่อตรวจรองเท้าจะพบรอยสึกที่ผิดปกติ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น คือ หยุดออกกำลังโดยทันที ช่วงที่ปวดใหม่ๆ ให้ประคบด้วยน้ำแข็งประมาณ 20 นาทีทุก 4 ชั่วโมง อ่านเพิ่มเติม

สัญญาณเตือนของภาวะ “ข้อเข่าเสื่อม”

ข้อเข่าเสื่อม เป็นอาการทางกระดูกและข้ออันดับ 1 ของคนไทย มักเกิดในช่วงอายุ 55 ปีขึ้นไป แต่ด้วยพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในปัจจุบันส่งผลให้เกิดอาการ “ข้อเข้าเสื่อม” ก่อนวัยอันควรมากขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะของข้อเข่าเป็นอวัยวะส่วนที่ถูกใช้งานมากมาโดยตลอดในทุกอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด ลุก นั่ง อีกทั้ง ข้อเข่ายังต้องทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวเราด้วย และยิ่งต้องรองรับน้ำหนักหรือแรงกดกระแทกมากเท่าไหร่ การเกิดภาวะสึกหรอก็มีมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อใดก็ตามที่มีอาการเหล่านี้สงสัยได้ว่าเสี่ยง “ข้อเข่าเสื่อม”
อาการปวดเข่า เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักปวดมากขึ้นเมื่อใช้งาน และลดลงหลังจากการพัก เช่น เดิน ขึ้นลงบันได หรือนั่งพับเข่า อาการจะดีขึ้นเมื่อหยุดพักการใช้ข้อ นอกจากนี้ ยังมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
ตึงน่อง เมื่อยน่อง เข่าบวม
รู้สึกข้อฝืดขณะเคลื่อนไหว บางครั้งรู้สึกเจ็บ
เคลื่อนไหวแล้วไม่มั่นคง เหมือนเข่าหลวม
มีเสียงเสียดสีจากภายในข้อ แต่ไม่ใช่เสียงดังกรอบแกรบเวลาขยับ (หากเป็นเสียงที่หูได้ยินเวลาขยับ นั่นอาจบอกว่ากล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ข้อเข่าหย่อน ไม่กระชับ)
งอเข่า เหยียดข้อได้ไม่สุดเหมือนเคย
เข่าผิดรูป โก่งออกนอก
เมื่อมีภาวะข้อเสื่อมรุนแรง อาการปวดจะรุนแรงมากขึ้น มักปวดในช่วงเวลากลางคืน ในบางรายอาจคลำเจอส่วนกระดูกงอกได้บริเวณด้านข้างข้อ หากปล่อยไว้นานจนข้อเสื่อมมากขึ้นเรื่อยๆ จะพบว่าเหยียด หรืองอข้อเข่าได้ไม่ค่อยสุด กล้ามเนื้อต้นขาลีบ ข้อเข่าโก่ง ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างยากลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดิน หรือขยับ
พฤติกรรมแบบไหนที่ทำให้เข่าเสื่อมเร็ว?
การที่เรามีพฤติกรรมเดิมๆ ทำซ้ำๆ ล้วนยิ่งทำร้ายข้อเข่า เช่น นั่งขัดสมาธิ นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ คลานเข่า คุกเข่า หรือเคยเกิดอุบัติเหตุรุนแรงบริเวณดังกล่าว นอกจากนี้ การที่เรามีน้ำหนักตัวมากเกินไปก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เข่าต้องทำหน้าที่รับแรงกดกระแทกจากอิริยาบถในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการยืน เดิน หรือนั่ง จะเห็นได้ว่าแพทย์มักแนะนำเรื่องควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์พอดีสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
รู้หรือไม่ว่าการกระโดด ก็เป็นหนึ่งพฤติกรรมที่ทำร้ายข้อเข่า
ในขณะที่ความจริงข้อเข่าสามารถรับแรงอัดกระแทกได้ถึง 7 เท่า แม้การกระโดดจะมีแรงอัดกระแทกประมาณ 3-5 เท่า แต่หากทำซ้ำบ่อยๆ กระดูกส่วนที่ทำหน้าที่รองรับก็จะสึกหรอเร็วขึ้น
มีวิธีการรักษาอย่างไร และสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่?
ปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาอาการข้อเข่าเสื่อมให้หายขาดได้ แต่สามารถควบคุมอาการ และบรรเทาอาการปวดลงได้ สามารถกลับมาใช้ข้อเข่าในแบบภาวะใกล้เคียงปกติมากที่สุด ซึ่งวิธีการรักษาจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความรุนแรงของโรค การใช้งานที่คาดหวัง และความพร้อมของผู้ให้การรักษา การรักษามีแนวทางหลัก 2 วิธี อ่านเพิ่มเติม

STAY STRONG โปรแกรมตรวจสุขภาพพื้นฐาน

การเตรียมตัวก่อนตรวจ โปรแกรมตรวจสุขภาพพื้นฐาน
– ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนรับการตรวจสุขภาพ
– งดอาหาร และเครื่องดื่ม อย่างน้อย 8-10 ชั่วโมงก่อนตรวจ (สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย)
– งดดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจสุขภาพ
– ควรไปถึงโรงพยาบาลในช่วงเช้า เพื่อไม่ให้ร่างกายอิดโรยเกินไป เนื่องจากงดน้ำ และอาหารมาหลายชั่วโมงแล้ว
– หากมีประจำเดือน ให้งดตรวจปัสสาวะ เพราะเลือดจะปนเปื้อนในปัสสาวะและมีผลกระทบต่อผลการตรวจ อ่านเพิ่มเติม

สัญญาณเตือน เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด

สัญญาณเตือน เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด
เส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า เป็นหนึ่งในเอ็นหลักของเข่าที่อยู่ลึกเข้าไปในบริเวณส่วนกลางของข้อเข่า หน้าที่หลักของเส้นเอ็นส่วนนี้คือ ช่วยรักษาความมั่นคงของข้อเข่า ควบคุมการเคลื่อนไหว ป้องกันการบิดหมุนของข้อเข่า แต่เมื่อใดก็ตามที่เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด หรือเกิดความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ และทำการรักษาโดยเร็วเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี
อาการบ่งบอกเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด
1. รู้สึกมีอะไรดีดอยู่ข้างในขา
2. ปวดภายในเข่าลึกๆ มีอาการเข่าบวม ข้อเข่าไม่มั่นคง
3. เมื่อเอ็นไขว้หน้าขาด จะได้ยินเสียงลั่นในข้อ ( Audible Pop)
4. หัวเข่าใช้งานไม่ได้ในขณะที่ได้รับบาดเจ็บ
5. หัวเข่าบวม ปูดทันที หรือภายใน 24 ชั่วโมง
6. มีอาการเจ็บปวดรุนแรง จนไม่สามารถทำกิจกรรมอื่นได้
7. มีอาการเข่าบวม และเลือดออกในหัวเข่า
หมายเหตุ : ข้อ 3 – ข้อ 7 ต้องรีบพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำการรักษาโดยเร็วที่สุด
บางรายเมื่อปล่อยไว้อาการปวดและบวมอาจจะค่อยๆ หายไป แต่เมื่อกลับไปเล่นกีฬาหรือใช้งานอีก จะรู้สึกว่าเข่าไม่มั่นคงและจะทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดหมอนรองข้อฉีกขาด ส่งผลให้เกิดอาการงอเข่าไม่ลง ปวดบริเวณข้อ ตามมา
เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด เกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง?
สาเหตุเอ็นไขว้หน้าเข่าขาด มักเกิดจากการบาดเจ็บที่เกิดจากการปะทะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บที่นักกีฬาพบเจอโดยเฉพาะนักกีฬาฟุตบอล สำหรับบุคคลทั่วไปหากออกกำลัง หรือทำกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวแบบบิดหมุนตัวเร็วแล้วเกิดการเสียหลักล้ม หรือการกระโดดที่รีบยกเท้า ก็สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บได้ เช่น กีฬาบาสเกตบอล แบตมินตัน สกี เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดการบาดเจ็บโดยไม่ได้มีการปะทะ ซึ่งมักมีสาเหตุจากกล้ามเนื้อที่ตึง ไม่ยืดหยุ่น หรือไม่แข็งแรง ทำให้เข่าบาดเจ็บ แต่มักเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือสะสมมากกว่าเป็นการกระแทกแล้วฉีกขาดในทันที
เอ็นไขว้หน้าเข่าขาด ปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?
เมื่อเกิดการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าเข่าขาดกะทันหัน การดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นสามารถทำได้ด้วยการนอนนิ่งๆ อย่าพยายามขยับ รอคนมาช่วยเพื่อนำส่งโรงพยาบาล
หากกรณี เกิดการบาดเจ็บบริเวณเอ็นไขว้หน้าและไม่แน่ใจว่าเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด หรือไม่ ต้องประคบเย็นให้เร็วที่สุดก่อน จากนั้นทิ้งระยะเวลาสักพักแล้วลองขยับเข่า งอเข่า เหยียดเข่า โดยค่อยๆ ลงน้ำหนัก ให้สังเกตหากมีอาการเจ็บหรือบวมทันทีให้รีบพบแพทย์ แต่ในกรณีที่ปวดมากจนขยับไม่ได้ ข้อเข่าผิดรูป บิดเบี้ยว อย่ากด ดัน ดึง หรือปรับให้เข้าที่เอง แนะนำให้ดามด้วยไม้หรืออุปกรณ์ที่มี แล้วพันผ้ายึดให้แข็งแรงก่อนนำส่งโรงพยาบาล อ่านเพิ่มเติม

หมดทุกข้อสงสัย “ ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า ”

อาการบาดเจ็บจาก “ ภาวะเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าขาด ” ส่งผลให้จำเป็นต้องเข้ารับรักษา “ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า” ที่บาดเจ็บ ปัจจุบัน สามารถทำการผ่าตัดได้ด้วยวิธีการผ่าตัดผ่านกล้อง โดยทั่วไปผู้ป่วยที่มีภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดบางราย ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เป็นปกติ แต่อาจจะเกิดภาวะข้อเข่าเคลื่อน ในกิจกรรมบางประเภทที่ต้องมีการบิดหมุนของหัวเข่า และที่สำคัญผู้ที่มีภาวะเอ็นไขว้หน้าขาดเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดการบาดเจ็บต่อหมอนรองเข่าและกระดูกอ่อนหัวเข่าได้มากยิ่งขึ้น

Q: สาเหตุของเอ็นไขว้หน้าขาด เกิดจากอะไร และรู้ได้อย่างไร?
A: สาเหตุที่ทำให้เกิดเอ็นไขว้หน้าเข้าขาด คือมีการบิดหมุนของเข่าอย่างรุนแรง จนทำให้เส้นเอ็นไขว้หน้าฉีกขาดพบบ่อยในกีฬาฟุตบอล, บาสเก็ตบอล และแบดมินตัน มีอาการปวดเข่ารุนแรงทันที ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้ เข่าบวมจากการมีเลือดออกในเข่าเนื่องจากเอ็นไขว้หน้าขาด จะเดินกระเผลกและไม่สามารถงอเข่าได้อยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์หลังจากเอ็นไขว้หน้าขาด หลังจากนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกว่ามีอาการเข่าหลวม หรือเข่าทรุด เวลากระโดด วิ่ง หรือวิ่งกลับตัวไม่สามารถวิ่งกลับตัวได้ เนื่องจากเอ็นไขว้หน้าจะทำหน้าที่ยึดข้อเข่าให้มั่นคง เมื่อเอ็นไขว้หน้าขาดไปแล้ว เข่าจะเสียความมั่นคงไปอย่างมาก ผู้ป่วยที่เอ็นไขว้หน้าขาดจะไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาประเภทฟุตบอล หรือบาสเก็ตบอลได้ กล้ามเนื้อต้นขาจะลีบ และอ่อนแรง

Q: ถ้าไม่ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้า แล้วอนาคตเข่าจะเสื่อมไหม?
A: กรณีที่เอ็นไขว้หน้าขาดอย่างเดียว จะไม่ทำให้เข่าเสื่อม แต่ถ้ามีหมอนรองเข่าฉีกขาดร่วมด้วย และปล่อยทิ้งไว้ อาจจะทำให้เข่าเสื่อมได้

Q: ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าแล้วมีเสียงดังในเข่า ผิดปกติหรือไม่?
A: ผู้ป่วยเกือบทุกรายหลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าจะพบเสียงดังในเข่าได้ ส่วนใหญ่เกิดจากกล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง ทำให้การเคลื่อนที่ของลูกสะบ้าไม่สมดุลย์ ส่งผลให้เกิดเสียงดังขณะงอหรือเหยียดเข่า วิธีแก้ไขคือต้องออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขาให้แข็งแรง
Q: ผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าต้องลางานกี่วัน?
A: ถ้านั่งทำงานในออฟฟิศ ควรลาไว้ 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้แรงงานหรือเดินเยอะ ควรลาไว้ประมาณ 4 สัปดาห์
Q: เดือนถึงจะกลับไปเตะบอลได้?
A: หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าให้วิ่งจ็อกกิ้งได้เมื่อครบ 3 เดือน แต่ต้องวิ่งตรงๆ เท่านั้น ห้ามวิ่งซิกแซก หรือกลับตัวเด็ดขาด หลังผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าจะเดินและวิ่งได้ปกติ อ่านเพิ่มเติม

การบาดเจ็บของเส้นเอ็นไขว้หน้า และการ ผ่าตัดส่องกล้อง

ผ่าตัดส่องกล้อง เอ็นไขว้หน้า หรือ Anterior cruciate ligament: ACL เป็นเอ็นที่อยู่ในข้อเข่า ช่วยป้องกันกระดูกทีเบีย (Tibia) เคลื่อนที่ไปข้างหน้าใต้กระดูกฟีเมอร์ (Femer) เอ็นไขว้หน้าจะตึงเวลาเหยียดเข่า หากมีแรงบิดหมุนที่รุนแรงทำให้เอ็นไขว้หน้าขาดได้ และความมั่นคงของเข่าที่ป้องกันไม่ให้กระดูกทีเบีย (Tibia) เลื่อนไปข้างหน้าใต้เข่า หรือการบิดหมุนก็จะเสียไป
อาการบาดเจ็บหัวเข่า ที่ส่งผลให้เส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด เป็นหนึ่งในชนิดที่พบบ่อยที่สุดของอาการบาดเจ็บหัวเข่าซึ่งคิดเป็นประมาณ 40% ของการบาดเจ็บทางกีฬา มักเกิดขึ้นระหว่างการเล่นกีฬา เช่น สกี, เทนนิส, สควอช, ฟุตบอล และรักบี้ หากไม่ได้รับการรักษาหมอนรองข้อเข่า หรือกระดูกอ่อนผิวข้อ ก็จะได้รับแรงที่ผิดปกติมากเกิน ทำให้ข้อเสียเกิดภาวะข้อเสื่อมได้
ปัจจุบัน การรักษาผ่าตัดเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาด นับว่าเป็นวิธีการรักษาที่ใช้บ่อย มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกหน้าแข้งเคลื่อนที่ไปข้างหน้ามากเกินไป เนื่องจากจะส่งผลเสียต่อกระดูกอ่อน และเพื่อให้หัวเข่ากลับมาทำงานได้ตามปกติ
สำหรับการรักษา แพทย์จะนำเส้นเอ็นส่วนที่ขาดออกไป และนำเส้นใหม่มาใส่แทนที่ ซึ่งเทคนิคการผ่าตัดรักษาเส้นเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าฉีกขาดมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก โดยได้มีการปรับปรุงเทคนิค และทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็วขึ้น ด้วยวิธีการ “ผ่าตัดส่องกล้อง” ซึ่งนับเป็นกระบวนการรักษาซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล
การรักษาข้อกระดูก ในร่างกายด้วยวิธีผ่าตัดผ่านกล้องนับว่ามีประโยชน์หลายด้าน โดยการผ่าตัดผ่านกล้องนั้น แผลมีขนาดเล็กเพียงรูเล็กๆ เพื่อเจาะใส่กล้องเข้าไปในข้อและรูเพื่อใส่เครื่องมือสำหรับการผ่าตัด อีกทั้งกล้องที่สอดเข้าไปภายในข้อมีกำลังขยายสูง ภาพที่แพทย์เห็นผ่านกล้องที่ส่งมายังมอนิเตอร์มีความคมชัดมาก จึงทำให้การรักษามีความแม่นยำ และช่วยให้อวัยวะภายในเกิดความบอบช้ำน้อย รวมถึงไม่จำเป็นต้องตัดเนื้อเยื้อรอบข้อเพื่อให้เข้าถึงข้อเหมือนกับการผ่าตัดเปิดแผลใหญ่ จึงไม่บอบช้ำจากการตัด และเย็บซ่อม การผ่าตัดผ่านกล้องทำให้คนไข้เสียเลือดระหว่างผ่าตัดน้อย ลดความเสี่ยงเรื่องภาวะการติดเชื้อภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และลดระยะเวลาการนอนพักฟื้นในโรงพยาบาล อ่านเพิ่มเติม

แอสต้าแซนทิน ดีต่อร่างกาย และ ผิวพรรณ

แอสต้าแซนทิน เป็นสารอาหารที่โด่งดังด้วยผลวิจัยทางการแพทย์มากมายในการช่วยเรื่องของการลดริ้วรอย แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก คุณสมบัติของวิตามินตัวนี้สามารถปกป้องผิวจากการถูกทำลาย ทั้งจากอนุมูลอิสระ มลพิษ ควันบุหรี่ สามารถปกป้องไปจนถึง DNA ของผิว เนื่องด้วยสูตรโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของแอสตาแซนทินนี้เองจึงมีประโยชน์ต่อร่างกาย ในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ครอบคลุม
แอสต้าแซนทิน มีดีอย่างไร
ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อมีสุขภาพดีขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น
ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์จากการทำลาย ของอนุมูลอิสระ
ปกป้องผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด และรังสีอัลตราไวโอเลต
ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย
ปรับสมดุลความดันโลหิต และการเต้นของหัวใจ อ่านเพิ่มเติม