Categories
สุขภาพ

ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดอาการแดงและอักเสบบนใบหน้า

แก้มแดงระเรื่อและผิวอมชมพูแลดูสุขภาพดีมิใช่เรื่องที่น่ากังวล แต่เมื่อใดที่ รอยแดงบนผิว เริ่มส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคุณ ถึงเวลาแล้วที่ต้องหาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริง เพราะมีหลายปัจจัยที่อาจส่งผลให้ ผิวอักเสบและเกิดอาการแดงได้ จึงควรเข้าใจถึงต้นเหตุของปัญหาผิวในกรณีของคุณเองจะดีที่สุด

ปัจจัยใดที่อาจส่งผลให้เกิดอาการแดงและอักเสบของผิว?

สิว: หนึ่งในสาเหตุของอาการแดงบนใบหน้าที่พบได้ทั่วไปคือสิว บางครั้งเม็ดสิวอาจมีสีแดงจัดและเจ็บปวดเมื่อสัมผัส อีกทั้งยังอาจทำให้เกิดรอยแดงบนผิวหลังสิวยุบตัวลงได้ โดยการเปลี่ยนแปลงของสีผิวดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่ผิวชั้นลึกและโครงสร้างของผิวถูกทำลาย

สิวหน้าแดง (Rosacea): การศึกษาวิจัยพบว่าสิวหน้าแดงเป็นสาเหตุของอาการผิวแดงซึ่งพบบ่อยที่สุด ในลักษณะของอาการหน้าแดง ผิวแดงต่อเนื่องยาวนาน และหลอดเลือดมองเห็นเด่นชัด

ผิวบอบบางและอาการแพ้: ผิวบอบบางอาจเกิดอาการแดงได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับส่วนผสมที่ระคายเคือง สารก่อการระคายเคืองมีมากมายหลายชนิดนับตั้งแต่เครื่องสำอางประเภทต่างๆ ไปจนถึงผงซักฟอก ส่วนใหญ่แล้วการใช้ผลิตภัณฑ์หลายชนิดพร้อมกันมักกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากผิว ดังนั้น อาการระคายเคืองหรือแสบผิวขณะใช้ผลิตภัณฑ์อาจเป็นปฏิกิริยาจากอาการแพ้ จึงควรปรึกษาแพทย์ทันที

ผิวอักเสบเรื้อรัง (Eczema): ผิวอักเสบเรื้อรังพบในบริเวณร่างกายเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็สามารถเกิดขึ้นในบริเวณใบหน้าได้เช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่ผิวอักเสบเรื้อรังมักมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อผิวแห้ง

อาหารรสเผ็ด อาหารและเครื่องดื่มร้อน: ใช่แล้ว อาหารที่มีรสเผ็ดอาจก่อให้เกิดอาการแดงบนใบหน้าได้! เช่นในกรณีของผู้ที่ไวต่อการตอบสนอง ซึ่งปฏิกิริยาจากอาหารและเครื่องดื่มอาจก่อให้เกิดอาการหน้าแดงขึ้น เนื่องจากอาหารบางชนิดมีคุณสมบัติในการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดบริเวณรอบ ในกรณีเช่นนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบให้มั่นใจว่าอาการดังกล่าวมิใช่สัญญาณของอาการแพ้ที่รุนแรง

ปัจจัยกระตุ้นต่างๆ : หากคุณมีอาการสิวหน้าแดง หลายปัจจัยอาจกระตุ้นอาการแดงของคุณได้ การรักษาที่ดีที่สุดคือพยายามเข้าใจสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงในกรณีของคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสกับแสงแดด ความเครียด การหักโหมออกกำลังกาย คาเฟอีน และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนม ซึ่งล้วนเป็นที่ทราบกันดีว่าสามารถส่งผลให้เกิดการอักเสบบนใบหน้าได้

ปัจจัยเสี่ยงต่ออาการผิวแดงอักเสบเหล่านี้อาจทำให้คุณวิตกกังวล แต่ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกหรือมีอาการแดงปรากฏบนใบหน้า อย่าลืมตรวจสอบปัจจัยดังกล่าว เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหาที่ก่อให้เกิดอาการแดงอักเสบบนใบหน้าของคุณ!

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

ยาคุมกำเนิด VS สิว ยาตัวไหนที่จะทำให้เกิดสิวอักเสบ

ยาคุมกำเนิด รักษาสิวได้จริงหรือไม่?

ยาคุมกำเนิด คือยาเม็ดที่ใช้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์แบบชั่วคราว ตัวยาบางชนิดมีสรรพคุณที่สามารถช่วยลด ปัญหาสิวที่เกิดจากฮอร์โมนได้ด้วย

ยาคุมกำเนิดช่วยลดปัญหาสิวได้อย่างไร?

ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิวคือ Testosterone หรือฮอร์โมนเพศชาย แต่ก็สามารถพบได้ในเพศหญิง หรือฮอร์โมนอื่นๆ ที่ทำหน้าที่คล้ายกัน ทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณให้ผิวหนังผลิตไขมันออกมามากเกินกว่าความต้องการ ซึ่งไขมันเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิว ในทางตรงกันข้าม Oestrogen หรือฮอร์โมนเพศหญิง เป็นส่วนประกอบสำคัญของยาคุมกำเนิด ซึ่งทำหน้าที่ไปถ่วงดุลฮอร์โมนทั้งสองประเภท ทำให้มีคุณสมบัติ ช่วยลดปัญหาสิวได้

Dianette หรือที่คนทั่วไปรู้จักว่า Diane 35 เป็นยาคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าตัวยาชนิดอื่น เพราะตัวยาที่ผสม Oestrogen เข้ากับตัวยาอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า Cyproterone acetate ทำให้มีคุณสมบัติเฉพาะในการช่วยลดฮอร์โมน (Androgens) ที่เป็นตัวกระตุ้นทำให้เกิดปัญหาสิว และช่วยยับยั้งต่อมไขมันไม่ให้ผลิตไขมันออกมามากเกินความจำเป็น

ความแตกต่างของยาคุมกำเนิด

“ยาคุมกำเนิด” มีตัวยาที่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ได้ชั่วคราวและมีมากมายในท้องตลาด ดังนั้นการเลือกทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิวควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียง เพื่อความสบายใจของทั้งคนไข้และแพทย์ผู้ให้การรักษา

ผลกระทบของยาคุมกำเนิดต่อผิวหนัง?

ถึงแม้ยาคุมกำเนิด Dianette มีตัวยาที่สามารถรักษาสิวได้ก็จริง แต่ผลเคียงข้างคือในช่วงแรกๆ ของการทานยา คนไข้อาจสังเกตุได้ว่าสิวอาจเห่อขึ้นมากกว่าเดิม

การใช้ยาคุมกำเนิดรักษาสิว ไม่ได้ความว่าแพทย์ทุกคนจะเลือกใช้ยาคุมกำเนิดเป็นอันดับแรก แต่จะต้องพิจารณาและ วินิจฉัยในหลายๆ ด้านประกอบกัน ควรจะเลือกใช้ครีมที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเช่น ครีมสำหรับผิวแพ้ง่าย ครีมสำหรับหน้ามัน เป็นต้น

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

ผู้หญิง 5 ประเภทที่ผู้ชายไม่อยากแต่งงานด้วย เลิกซะถ้าไม่อยากขึ้นคาน

ไม่อยากขึ้นคาน แต่ความเชื่อหลายคนคิดว่าการที่ผู้ชายจะจีบผู้หญิงสักคนนั้นเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หนุ่มๆ เองก็เลือกเฟ้นสิ่งที่ดีที่สุด ให้กับตนเองเช่นกัน เมื่อแรกรู้จัก ผู้หญิงอาจเก็บด้านร้ายๆ เอาไว้ซ่อนไม่ให้ผู้ชายรู้ แต่หากเขารู้ทีหลังขึ้นมา เขาอาจไม่ปลื้มก็เป็นได้ ดังนั้น หากไม่อยากกลายเป็นผู้หญิงที่เขาไม่อยากแต่งงานด้วย มาเช็กนิสัยชวนให้ขึ้นคานก่อนว่ามีอะไรบ้าง

1.ผู้หญิงจอมบังคับ
ผู้หญิงที่ชอบบังคับคนอื่น เป็นผู้หญิงแบบแรกที่ผู้ชายอยากหนีไปให้ไกล นั่นเป็นเพราะเธอทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง แม้เธอจะทำทุกอย่างด้วยความรัก แต่การบังคับให้เขาเปลี่ยนตัวเอง ทั้งเรื่องการแต่งตัว อาหารที่ชอบรับประทาน นานวันเข้า เขาอาจจะรู้สึกเบื่อหน่ายขึ้นมาได้

2.ผู้หญิงความคิดร้ายๆ
ผู้หญิงที่มีความคิดร้ายๆ จัดได้ว่าเป็นผู้หญิงที่ผู้ชายไม่อยากอยู่ใกล้ที่สุด เธอเหล่านั้นมักจะมองหาข้อผิดพลาดของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ที่แย่ไปกว่านั้นคือการซ้ำเติมจุดอ่อนแอของเขาอีกด้วย สำหรับคนที่นิสัยเช่นนี้ย่อมไม่มีใครอยากแต่งงานด้วยอย่างแน่นอน

3.ผู้หญิงชอบบริหารเสน่ห์
ผู้หญิงบางคนมั่นใจในความสวยและเสน่ห์ของตนเอง แต่คงไม่มีชายหนุ่มคนใดปลื้มแน่หากว่าเธอมัวแต่บริหารเสน่ห์ ทิ้งสายตาให้หนุ่มคนนั้นที คนนี้ที หากคบกันแล้วต้องคอยระแวงกันตลอดเวลามีแต่จะทำให้เป็นทุกข์เปล่าๆ

4.ผู้หญิงขี้หึง
ความขี้หึงคือสิ่งที่มีติดตัวผู้หญิงทุกคน การหึงหวงเล็ก ๆ น้อยๆ อาจเติมความสัมพันธ์ให้หวานกว่าเดิม ผู้ชายจะรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเอง แต่หากเมื่อใดก็ตามที่หึงเกินไปจนแฟนไม่สามารถมีเพื่อนผู้หญิงได้ บางครั้งแฟนหนุ่มขับรถไปส่งเพื่อนร่วมงานผู้หญิงก็จับประเด็นมาทะเลาะกันใหญ่โต หรือชอบแอบส่องเฟซบุ๊ก แอบเช็คโทรศัพท์ แบบนี้จะทำให้ผู้ชายเบื่อหน่ายและไม่อยากอยู่ใกล้ได้เลยทีเดียว และยังเป็นการบั่นทอนชีวิตรักอีกด้วย

5.ผู้หญิงที่ติดแฟน
สำหรับผู้หญิงแบบนี้เธอจะทำตัวติดกับแฟนตลอดเวลา ในช่วงแรกที่คบกันหนุ่ม ๆ อาจเป็นปลื้มที่คนรักคอยอยู่ใกล้ๆ เช่นนี้ แต่นานวันเข้าการอยู่ติดกันตลอดเวลาจะทำให้เขารำคาญเสียมากกว่า ทางที่ดีควรเว้นระยะห่างบ้าง และปล่อยให้คนรักของคุณไปทำในสิ่งที่อยากทำ

และนี่ก็คือผู้หญิง 5 ประเภทที่ผู้ชายไม่อยากแต่งงานด้วย สำหรับผู้หญิงคนใดที่ไม่อยากขึ้นคาน เป็นสาวโสดตลอดชีวิต ลองเช็คพฤติกรรมของคุณดูไหมว่าได้เผลอทำสิ่งเหล่านี้ไปบ้างหรือเปล่า หากเคยทำแล้วขอให้เลิกจะดีที่สุด คุณจะได้เป็นผู้หญิงที่ผู้ชายอยากใช้ทั้งชีวิตร่วมกับคุณ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

5 อาหารแก้ท้องอืด กินบำบัดอาการท้องอืดง่ายๆ จากตัวยาธรรมชาติ

อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นปัญหากวนใจหลายคนมาก ถ้าหากเกิดขึ้นภายหลังจากการทานอาหารอิ่มแล้ว ก็คงไม่เท่าไร แต่ถ้าเกิดในขณะที่กำลังทานอาหารอร่อยอยู่นั้นก็คงจะหมดอารมณ์ทันที เพราะนอกจากจะทานต่อไม่ได้แล้ว ยังปวดจุกแน่นจนเหมือนจะหายใจไม่ออกอีกด้วย ใครที่รู้ตัวว่าชอบเกิดปัญหานี้ขึ้นบ่อย ก็ควรทานอาหารต่อไปนี้ จะช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้โดยไม่ต้องพึ่งยาเลย

1.ใบกะเพรา
เชื่อว่าหลายคนคงรู้กันดีว่าใบกะเพรามีสรรพคุณในเรื่องของการรักษาโรคท้องอืดได้เป็นอย่างดี แต่จะให้ทานใบเข้าไปเฉยๆ ก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สูตรนี้จึงให้นำใบกะเพราสด 1 กำมือมาต้มกับน้ำเดือด แล้วกรองเอาแต่น้ำมาดื่ม หรือจะเอาใบกระเพราไปตากแห้ง แล้วมาชงน้ำดื่มก็ได้เช่นกัน ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ช่วยบรรเทาอาการอืดได้อย่างง่ายดาย ซึ่งจะให้ผลลัพธ์ที่ดีแค่ไหนก็ลองทำกันดู

2.น้ำมะนาว
น้ำมะนาวสามารถช่วยรักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้ เพราะกรดในมะนาวนั้น จะช่วยกระตุ้นให้ระบบย่อยอาการทำงานตามปกติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการย่อยอาหารเร็วกว่าเดิม วิธีทานก็ไม่ยาก เพียงแค่บีบน้ำมะนาวใส่ลงในน้ำอุ่น หรือกาแฟดำแล้วจิบบ่อยๆ ก็หายแล้ว

3.มะละกอสุก
นอกจากจะช่วยในเรื่องของการขับถ่ายแล้ว มะละกอยังช่วยรักษาโรคท้องอืด ท้องเฟ้อได้เช่นกัน เพราะในมะละกอนั้นจะมีน้ำย่อยธรรมชาติ ที่จะช่วยย่อยอาหารและโปรตีนเก่าในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะช่วยให้อาการแน่นท้อง ปวดท้องอืดหายได้ในระยะเวลาไม่นานหลังทานเข้าไป

4.สัปปะรด
เคยสังเกตมั้ยว่า เมื่อใดก็ตามที่ทานเนื้อสัตว์มาก อย่างเช่นการทานหมูกระทะ หรือชาบู มักจะมีอาการท้องอืดเกิดขึ้นบ่อยครั้ง เพราะเกิดจากการที่โปรตีนในเนื้อสัตว์ไม่ย่อยนั่นเอง การทานสัปปะรดตามเข้าไปจะช่วยเข้าไปย่อยโปรตีนให้มีโมเลกุลเล็กลง จึงทำให้เนื้อสัตว์สามารถย่อยได้ง่ายมากขึ้น และนอกจากนี้สัปปะรดยังช่วยในการชำระล้างไขมันที่เกาะอยู่ตามอวัยวะต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

5.ขิง
แน่นอนว่า หากนึกถึงสมุนไพรไทยที่ช่วยรักษาอาการท้องอืดได้เป็นอย่างดี ต้องมีขิงอยู่ในตัวเลือกด้วย เพราะขิงมีฤทธิ์ร้อน ที่จะช่วยขับลมที่มากเกินไปในช่องท้องออกจากร่างกาย และยังช่วยย่อยอาหารที่ตกค้างภายในกระเพาะ ซึ่งจะบรรเทาการแน่นท้อง จุกเสียดได้ในเวลาอันรวดเร็ว

เท่านี้ก็สามารถจัดการกับอาการท้องอืดได้ไม่ยาก ใครที่ท้องอืดบ่อยก็ลองเลือกทานอาหารเหล่านี้กันดู แล้วอาการท้องอืดจะหายไปอย่างง่ายดายแน่นอน แถมยังดีต่อสุขภาพอีกด้วย เพราะฉะนั้นห้ามพลาดเด็ดขาด

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

5 ประโยชน์จากชาใบหม่อน จิบบ่อยๆ ยิ่งดีต่อสุขภาพ

ชาใบหม่อน ร้อนมีประโยชน์ค่อนข้างมาก ทั้งในเรื่องของสุขภาพและความสดชื่น หลายคนคงนึกถึงชามะลิหรือชาเขียว แต่วันนี้เรามีชาอีกหนึ่งชนิดมาแนะนำให้รู้จัก นั่นก็คือชาใบหม่อนนั่นเอง ซึ่งชาใบหม่อนก็มีประโยชน์มากมายอย่างคาดไม่ถึงเลยล่ะ โดยมีประโยชน์อย่างไรบ้างนั้น ไปดูกันเลยค่ะ

1.ลดน้ำตาลในเลือด
ในชาใบหม่อนมีกรดแกลลิคที่จะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานสามารถควบคุมน้ำตาลในเลือดได้ ซึ่งจากการทดลองให้ผู้ป่วยดื่มชาใบหม่อน พบว่าน้ำตาลในเลือดลดลงหลังจากผ่านไปประมาณสองชั่วโมง จึงนิยมนำมาให้ผู้ที่เป็นเบาหวานกิน หรือในคนที่สุขภาพดีอยู่แล้วจะกินเพื่อป้องกันการเกิดเบาหวานก็ได้

2.ช่วยควบคุมความดัน
สารกาบ้าในใบหม่อนจะเป็นตัวช่วยให้คุณสามารถควบคุมความดันได้เมื่อดื่มเป็นประจำ เพราะใบหม่อน 100 กรัม มีสารกาบ้า ถึง 230 มิลลิกรัม และยังเป็นสารอาหารที่ได้รับจากการชงชาใหม่ๆ ไม่เหมือนสารกาบ้าจากผลิตภัณฑ์อื่นที่จะผ่านการทำความร้อนสูงจนอาจทำให้สารอาหารหายไปและต้องใส่สารกาบ้าเทียมลงไปแทน

3.ลดคอเลสเตอรอล
จากที่มีวารสารได้ตีพิมพ์เอาไว้เมื่อปี 2013 ได้พบว่าระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์และไขมันของอาสาสมัครที่ทานผงใบหม่อนเป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งรับประทานวันละ 3 เวลาได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งระดับของไขมันเลวก็ลดลงเช่นกัน แต่อาสาสมัครก็จะมีการควบคุมการทานอาหารโดยจะงดทานของทอดของมันร่วมด้วย ในผู้ป่วยที่เป็นคอเลสเตอรอลอยู่แล้วไม่ควรหยุดยาเพียงแต่อาจทานชาใบหม่อนไปด้วย และเมื่อไปตรวจกับแพทย์ถ้าแพทย์เห็นว่าคอเลสเตอรอลอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแพทย์จะเป็นผู้ปรับลดยาเอง

4.มีสารต้านอนุมูลอิสระ
สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายต้านมะเร็งได้ ซึ่งในชาใบหม่อนนั้นมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่เป็นจำนวนมาก การดื่มชาใบหม่อนเป็นประจำจึงลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้นั่นเอง และนอกจากต้านมะเร็งได้แล้ว ยังช่วยให้ผิวพรรณมีความชุ่มชื่น ลดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีอีกด้วย

5.บำรุงร่างกาย
ตามตำราจีนชาใบหม่อนมีวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี ทั้งแร่ธาตุต่างๆ โพแทสเซียม โซเดียม ธาตุเหล็ก กรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนั้นชาใบหม่อนจึงมีส่วนช่วยในการบำรุงร่างกายได้ดีมาก

และนี่ก็คือประโยชน์ดีๆ ของชาใบหม่อนในเอง ดังนั้นมาดื่มชาใบหม่อนกันเถอะ ซึ่งแนะนำให้ดื่มแบบชงร้อนๆ จะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่มากกว่า

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Categories
สุขภาพ

4 ประโยชน์จาก “ถั่วแมคคาเดเมีย” อร่อย ดีต่อสุขภาพ

ถั่วแมคคาเดเมีย ถั่วรสชาติหวานมัน ที่ได้รับความนิยมในการรับประทานกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ไม่ว่าจะนำมารับประทานเป็นของว่าง สอดใส้ในช็อกโกแลต หรือทำเป็นไอศกรีม แมคคาเดเมียนั้นนอกจากจะโดดเด่นในเรื่องของรสชาติที่แสนอร่อยแล้ว ยังเป็นถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และดีต่อสุขภาพอย่างมากอีกด้วย

Hello จะมาแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับ “แมคคาเดเมีย ถั่วมหัศจรรย์ มากประโยชน์ต่อสุขภาพ”

ถั่วแมคคาเดเมีย ราชาแห่งถั่ว ที่อุดมไปด้วยสารอาหาร
ถั่วแมคคาเดเมีย (Macadamia) นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นราชาแห่งถั่ว เนื่องจากเป็นถั่วที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน แร่ธาตุ และโดยเฉพาะ ไขมันดี

ในถั่วแมคคาเดเมีย 1 ออนซ์ จะให้คุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

พลังงาน 204 แคลอรี่
ไขมัน 23 กรัม
โปรตีน 2 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 4 กรัม
น้ำตาล 1 กรัม
ใยอาหาร 3 กรัม
แมงกานีส 58% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
ไทอามีน (Thiamine) 22% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
ทองแดง 11% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
แมกนีเซียม 9% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
ธาตุเหล็ก 6% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
วิตามินบี 6 5% ของปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน
แมคคาเดเมียนั้นมีไขมันสูงก็จริง แต่ไขมันกว่า 79% ที่พบในแมคคาเดเมียนั้นล้วนแล้วแต่ก็เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated fats) หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็น ‘ไขมันดี’ (HDL) ไขมันเหล่านี้เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ เนื่องจากสามารถช่วยลด ‘ไขมันไม่ดี’ (LDL) ที่อยู่ในเลือดได้

ประโยชน์ของถั่วแมคคาเดเมีย
ดีต่อสุขภาพหัวใจ
จากที่ได้กล่าวไปเบื้องต้น ถั่วแมคคาเดเมีย นั้นอุดมไปด้วยไขมันดี ที่สามารถช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล และไขมันไม่ดีที่อยู่ในกระแสเลือดได้

งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรับประทานอาหารที่มีไขมันมูฟ่า (MUFA) สูง อย่างถั่วแมคคาเดเมีย สามารถช่วยทำให้สุขภาพของหัวใจและหลอดเลือดดีขึ้น นอกจากนี้ยังอาจสามารถช่วยลดระดับของคอเลสเตอรอล และระดับของความดันโลหิต ซึ่งล้วนแล้วแต่ก็เป็นผลดีต่อสุขภาพหัวใจทั้งสิ้น

อาจช่วยป้องกันมะเร็ง
เนื่องจากในถั่วแมคคาเดเมียนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น สารฟลาโวนอยด์ (flavonoid) หรือวิตามินอี ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยต่อต้านการอักเสบ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยป้องกันความเสียหายต่อเซลล์ที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้นการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอย่างถั่วแมคคาเดเมีย จึงอาจสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้นั่นเอง

ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอ้วนลงพุง
โรคอ้วนลงพุง (Metabolic syndrome) เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาลในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งการรับประทานถั่วแมคคาเดเมีย อาจสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคต่างๆ เหล่านี้ได้

มีงานวิจัยที่พบว่า การรับประทานถั่วแมคคาเดเมีย อาจสามารถช่วยป้องกันได้ทั้งโรคอ้วนลงพุง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2 โดยการลดระดับของน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (fasting blood sugar levels)

งานวิจัยพบว่า ผู้ที่รับประทานถั่วแมคคาเดเมียวันละ 28-84 กรัมต่อวัน จะมีระดับของน้ำตาลสะสมในเลือดลดลง (HbA1c) และสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ในระยะยาว

ช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือด
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า การรับประทานถั่วยืนต้น เช่น แมคคาเดเมีย อาจสามารถช่วยให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ทำการทดลองกับหนูที่เป็นโรคเบาหวาน แล้วพบว่า หนูที่รับประทานอาหารที่มีไขมันมูฟ่าสูง อย่างถั่วแมคคาเดเมีย ร่วมกับการออกกำลังกาย จะสามารถลดระดับของค่าน้ำตาลสะสมได้มากกว่า หนูที่ออกกำลังกายเพียงแค่อย่างเดียว

ข้อควรระวังในการกินถั่วแมคคาเดเมีย
แคลอรี่สูง
ถั่วแมคคาเดเมียนั้นมีแคลอรี่ที่สูงมาก การรับประทานแมคคาเดเมีย 1 ถ้วย หรือประมาณ 132 กรัม อาจให้พลังงานมากถึง 950 กิโลแคลอรี่ เกือบเทียบเท่ากับครึ่งหนึ่งของปริมาณแคลอรี่ที่ควรได้รับในแต่ละวัน การรับประทานแมคคาเมียร่วมกับอาหารอื่นที่ให้พลังงานสูง อาจทำให้คุณได้รับแคลอรี่มากเกินไปได้

โรคภูมิแพ้
ผู้ที่เป็นโรคแพ้ถั่วอาจมีอาการแพ้เมื่อรับประทานแมคคาเดเมียได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการแพ้ถั่วยืนต้นอื่นๆ เช่น ถั่วลิสง เป็นต้น การนำไปประกอบอาหาร บางคนมักจะนำแมคคาเดเมียไปคั่วผ่านความร้อนก่อนรับประทาน ซึ่งความร้อนจากการประกอบอาหารนั้นอาจทำให้แมคคาเดเมียสูญเสียสารอาหารบางอย่างได้

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

“เม็ดบัว” กับ 6 ประโยชน์ต่อสุขภาพ และข้อควรระวัง

ดอกบัว เป็นดอกไม้ที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน ดังจะเห็นได้จากการใช้ดอกบัวทั้งในงานมงคลและงานอวมงคล เม็ดบัว ตลอดจนการแปรูปส่วนต่างๆ ของบัวมาเป็นอาหารและใช้เพื่อสรรพคุณทางยา รากบัวสามารถนำไปทำเป็นเครื่องดื่มและยาสมุนไพร ใบบัวก็นำมาใช้ประกอบอาหาร ใยของก้านบัวก็ยังนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างการทอผ้าใยบัว และไม่เว้นแม้แต่ เม็ดบัว ที่ก็เป็นหนึ่งในอาหารเพื่อสุขภาพ เรียกได้ว่า บัว เป็นดอกไม้ที่มีทั้งความงามและมากไปด้วยประโยชน์ใช้สอยอย่างแท้จริง บทความนี้ Hello คุณหมอ จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับเม็ดบัวมาฝากกันค่ะ

คุณค่าทางสารอาหารของ “เม็ดบัว”
เม็ดบัว หรือ เมล็ดบัว คือส่วนของเมล็ดที่อยู่ข้างในฝักของบัวหลวง จัดเป็นธัญพืชชนิดหนึ่งที่ให้คุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้ธัญพืชตระกูลถั่ว แต่ในขณะที่ธัญพืชประเภทถั่วอย่าง อัลมอนด์หรือพีแคน จะมีสารอาหารประเภทกรดไขมันดีอย่าง กรดไขมันโอเมก้า 3 ในปริมาณสูง เม็ดบัวกลับให้สารอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมากกว่าสารอาหารจำพวกกรดไขมัน และมากไปกว่านั้นเม็ดบัวยังเป็นอาหารที่ให้แคลอรีต่ำ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก หรืออยู่ในช่วงที่ต้องควบคุมอาหาร

การกินเม็ดบัวสด (ไม่ผ่านการปรุงสุก) 1 ออนซ์ (หรือประมาณ 28 กรัม) จะได้รับคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้

พลังงาน 25.2 แคลอรี
โปรตีน 1.17 กรัม
ไขมัน 0.15 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 4.5 กรัม
นอกจากนี้ในเม็ดบัวยังอัดแน่นไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินบี วิตามินเอ วิตามินอี ไฟเบอร์ แคลเซียม ธาตุเหล็ก แมกนีเซียม โพแทสเซียม สังกะสี และเม็ดบัวยังเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ และมีสารไฟโตนิวเทรียนท์ที่มีประโยชน์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน และมีสรรพคุณช่วยต้านการอักเสบได้อย่างดีอีกด้วย

โดยเม็ดบัวสามารถกินได้ทั้งแบบสด หรือนำไปผัดใส่ในอาหารเมนูต่างๆ รวมทั้งยังสามารถนำมาต้มทั้งแบบเป็นน้ำซุปหรือต้อมกินเป็นของหวานก็ได้เช่นกัน ซึ่งสูตรอาหารที่ใช้เม็ดบัวเป็นส่วนผสมนั้นมีอยู่มากมาย สามารถเลือกทำได้ตามความชอบ

ประโยชน์ของเม็ดบัว
ดีต่อการลดน้ำหนัก
เพราะเม็ดบัวเป็นธัญพืชที่ให้ไฟเบอร์สูง จึงช่วยให้รู้สึกอิ่มได้นานมากขึ้น ช่วยลดความอยากอาหารในมื้อต่อๆ ไปให้ลดลง ทำให้ไม่กินตามใจปากจนแคลอรีเกินพิกัด มากไปกว่านั้นเม็ดบัวยังจัดว่าเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ ซึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในระหว่างการควบคุมปริมาณแคลอรีประจำวัน การกินเม็ดบัวเป็นของว่างจะช่วยให้รู้สึกอยู่ท้อง ไม่หิวบ่อย และไม่ทำให้แคลอรีพุ่งสูงด้วย

ต่อต้านริ้วรอย
AdvertisementReplay Ad
ในเม็ดบัวมีเอนไซม์ที่มีประโยชน์ในการต่อต้านริ้วรอยแห่งวัยที่ชื่อว่า แอล-ไอโซแอสปาทิล เมทิลทรานสเฟอเรส (L-isoaspartyl methyltransferase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่สรรพคุณในการรักษาและซ่อมแซมโปรตีนที่ถูกทำลาย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในร่างกาย ด้วยเหตุนี้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางหรือผลิตภัณฑ์เพื่อผิวพรรณจึงมีการใช้สารสกัดจากเม็ดบัวเพื่อสรรพคุณในการบำรุงผิวพรรณและริ้วรอย

ดีต่อสุขภาพหัวใจ
แมกนีเซียมที่อยู่ในเม็ดบัวเป็นสารอาหารที่ประโยชน์และช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพหัวใจ เพราะแมกนีเซียมจะเข้าไปช่วยเพิ่มปริมาณของออกซิเจนและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและสารอาหาร ช่วยให้เลือดสามารถไหลเวียนไปยังหัวใจและส่วนต่างๆ ในร่างกายได้ดีขึ้น แต่ถ้าหากร่างกายมีสารแมกนีเซียมในระดับที่ต่ำก็จะมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอย่างโรคหลอดเลือด หรือโรคหัวใจ

ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน
ผู้ป่วยเบาหวานจำเป็นที่จะต้องมีการใส่ใจกับระดับน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอ หากระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงอาจมีผลต่อสุขภาพได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานคือต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ เม็ดบัวมีแคลอรีต่ำและมีไฟเบอร์สูงจึงช่วยควบคุมให้ระดับของกลูโคสในเลือดอยู่ในระดับปกติ ทั้งยังช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง อีกด้วย

ช่วยป้องกันมะเร็ง
เม็ดบัวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ไทอามีน ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง ต้านการอักเสบของเซลล์ในร่างกาย และยังมีส่วนช่วยป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเรื้อรังอย่างโรคมะเร็งด้วย

ช่วยให้หลับสบาย
เม็ดบัวมีสรรพคุณทางยาที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย หากระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดี ก็จะช่วยให้ร่างกายและสมองรู้สึกผ่อนคลาย ไม่กระสับกระส่าย สามารถนอนหลับได้ดีขึ้น ดังนั้น หากมีอาการนอนไม่หลับบ่อยๆ ลองรับประทานเม็ดบัวเป็นของว่างก่อนเข้านอน อาจช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น

ข้อควรระวังในการบริโภคเม็ดบัว
แม้จะเต็มไปด้วยสารอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็มีข้อควรระวังบางประการที่ไม่ควรมองข้าม ดังนี้

ผู้ที่มีอาการแพ้ธัญพืช หรือแพ้เม็ดบัว ที่ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้อาการแพ้กำเริบ
แม้ว่าเม็ดบัวจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีต่อสุขภาพหัวใจ แต่ผู้ที่มีอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะและอยู่ระหว่างการรับประทานยาเพื่อป้องกันหัวใจเต้นผิดจังหวะ ควรปรึกษากับคุณหมอก่อนรับประทานเม็ดบัว เพราะสารประกอบในเม็ดบัวอาจมีผลต่อปฏิกิริยาของยารักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Categories
สุขภาพ

ลดน้ำหนักอย่างไรให้เหมาะกับชาวกรุ๊ปเลือด A

กรุ๊ป A นักมังสวิรัติ ดี ๆ นี่เอง คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นมังสวิรัติ

เรื่องข้อมูลนี้ผึ้งชั่งใจอยู่นานว่าจะลงหรือเปล่า แต่ด้วยเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และถูกเผยแพร่จาก หน่วยงานธนาคารเลือด รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่งโดยรวมมีประโยชน์ค่ะ แต่อยากจะบอกอย่างนี้นะคะว่าอาหารทุกอย่างมีประโยชน์ ถ้าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่อยากให้อ่านแล้วจิตตก จะงดจะตัดทุกอย่าง หรือวิตกกังวลไปหมด เอาเป็นว่าเดินทางสายกลางกันนะคะ อันที่ดีกับเราทานให้มาก อันไหนที่ไม่ดีทานแล้วเกิดอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ก็ลดหรืองดกันไป จงอ่านอย่างใช้สติ และวิเคราห์เพื่อวางแผนการดำเนินชีวิตจะได้ไม่ทุกข์นะคะ

กินตามกรุ๊ปเลือด กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่ได้รับความนิยมของ Dr.Perer J.D’Adammo ซึ่งได้รับรางวัลแพทย์ธรรมชาติบำบัดยอดเยี่ยมจากอเมริกา ปี 1990 เขาใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 30 ปี จนได้ข้อสรุป และเขียนเป็นหนังสือ Eat Right for your Type เขาอธิบายว่า เลือดแต่ละกรุ๊ปมีสารเคมีในเลือดต่างกัน แต่จะมี Antigen เป็นตัวกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ซึ่งอาหารทุกชนิดล้วนมีโปรตีนซึ่งเป็นอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติเหนียว และจับเกาะติดเลือดเรียกว่า “เล็คติน” ถ้าการกินอาหารที่มีเล็คตินไม่เหมาะสมกับเลือดเรา เล็คตินเหล่านั้นยังเข้าไปรบกวนการทำงานของระบบย่อยอาหาร การสร้างอินซูลิน การเผาผลาญอาหาร และความสมดุลของฮอร์โมน

กรุ๊ป A นักมังสวิรัติ ดี ๆ นี่เอง
คนเลือดกรุ๊ปนี้ส่วนใหญ่จะมีกรดในกระเพาะต่ำ ทำให้ระบบการย่อยไม่ค่อยดี ระบบภูมิคุ้มกันก็ไม่ดี มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และมะเร็ง กรุ๊ปเอจึงถูกจัดเป็นมังสวิรัติ

อาหารที่เหมาะกับชาวกรุ๊ปเลือด A
กินปลาอาทิตย์ละ 3-4 ครั้งเพื่อเสริมโปรตีน หลีกเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียว หรือปลาจะละเม็ด เพราะมีเล็คตินรบกวนระบบการย่อย หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ต่าง ๆ อาจกินได้นิดหน่อย เลือกดื่มนมถั่วเหลือง นมแพะ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ แทนนมวัว กินไข่ได้บ้างเป็นครั้งคราว บรรดาตระกูลถั่วต่าง ๆ อาทิ เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ถั่วลิสงที่มีเยื่อหุ้มบาง ๆ และถั่วเหลือง เหมาะกับคนเลือดกรุ๊ปนี้ สามารถกินข้าวกล้องหรือซีเรียลได้วันละ 1-2 ครั้ง ผักทั้งสด และสุกกินแล้วดีโดยเฉพาะหอมหัวใหญ่ และบร็อคโคลี มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง แครอท ฟักทอง ผักโขม และกระเทียม ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน

กินผลไม้แทบทุกชนิด ยกเว้นแตงโม แคนตาลูป มะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะย่อยยาก พวกชาสมุนไพรจะไปเพิ่มกรดในกระเพาะ ไวน์แดงดื่มได้ แต่ควรเลี่ยงเบียร์ และน้ำอัดลม

ตัวอย่างสถานการณ์การทานของชาวกรุ๊ป A
คิมเธอเพียรพยายามกับการไดเอ็ทแบบ ATKINS ที่เน้นเฉพาะเนื้อสัตว์มานาน แต่ หารู้ไม่ว่าเลือดของเธอค่อนข้างเหนียวข้น เมื่อรับประทานเนื้อสัตว์และไขมันเข้าไปจะยิ่งเพิ่มความข้นของเลือดทำให้เลือดไหลเวียนช้า หัวใจก็ทำงานหนักมากขึ้น และมีโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหัวใจ มะเร็งและเบาหวาน นอกจากนี้กระเพาะของเธอยังมีกรดต่ำ รับประทานโปรตีนแล้วไม่ย่อย ถ้าจะให้ดีเธอควรเป็นนักมังสวิรัติเพื่อลดน้ำหนักและสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรง

อาหารที่เหมาะกับคิมคือ
เนื้อสัตว์: คิมควรห่าง ๆ จากเนื้อสัตว์ทุกชนิดไว้เป็นดี แต่ปลาทะเลบางชนิด เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากะพงก็พออนุโลมได้ รับประทานเนื้อถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง และเต้าหู้ เพื่อทดแทนโปรตีนจากสัตว์

ผัก : เสริมสร้างภูมิต้านทานด้วยบร็อคเคอลี่ แครอท กระเทียม หัวหอม ฟักทอง และผักโขม

ผลไม้ : รับประทานได้เกือบทุกชนิด ยกเว้นมะม่วง มะละกอ กล้วย ส้ม เพราะทำให้ระคายเคืองกระเพาะ และเป็นตัวการขัดขวางการดูดซึมของวิตามิน

เครื่องดื่ม : เธอสามารถดื่มกาแฟหรือไวน์แดงได้ (วันละหนึ่งแก้ว) เพื่อช่วยเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรดื่มนม เบียร์ และโซดา

เคล็ดลับการไดเอ็ท : หากรับประทานอาหารตามกรุ๊ปเลือดสม่ำเสมอ เธอจะน้ำหนักลดลงเองโดยอัตโนมัติ แถมยังได้ชาร์จภูมิต้านทานขนานใหม่ป้องกันโรคภัยโรคภัยต่าง ๆ ด้วย

การออกกำลังกาย : ควรออกกำลังกายแบบเบา ๆ ไม่ออกแรงหักโหมเกินไป เช่น โยคะและไทชิ ส่วนอาการเครียดที่เธอเป็นบ่อย ๆ สามารถแก้ไขได้ด้วยการนั่งสมาธิเป็นประจำ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

ลดน้ำหนักอย่างไรให้เหมาะกับชาวกรุ๊ปเลือด B

กรุ๊ป B อ้วนง่าย คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

เรื่องข้อมูลนี้ผึ้งชั่งใจอยู่นานว่าจะลงหรือเปล่า แต่ด้วยเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และถูกเผยแพร่จาก หน่วยงานธนาคารเลือด รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ซึ่ง โดยรวมมีประโยชน์ค่ะ แต่อยากจะบอกอย่างนี้นะคะว่าอาหารทุกอย่างมีประโยชน์ ถ้าอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่อยากให้อ่านแล้วจิตตก จะงดจะตัดทุกอย่าง หรือวิตกกังวลไปหมด เอาเป็นว่าเดินทางสายกลางกันนะคะ อันที่ดีกับเราทานให้มาก อันไหนที่ไม่ดีทานแล้วเกิดอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ก็ลดหรืองดกันไป จงอ่านอย่างใช้สติ และวิเคราห์เพื่อวางแผนการดำเนินชีวิตจะได้ไม่ทุกข์นะคะ

กรุ๊ป B อ้วนง่าย
คนที่มีเลือดกรุ๊ปนี้ ส่วนใหญ่มีปัญหากับไวรัส และภูมิคุ้มกันบกพร่อง ระบบประสาทไม่ค่อยดี ชอบปวดตามข้อ ซึ่งไม่ใช่อาการของเกาต์หรือรูมาตอยด์ มีโอกาสเกิดโรคแผลในสมอง (sclerosis) หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง

อาหารที่เหมาะกับกรุ๊ปเลือด B
เนื้อกระต่าย กวาง แกะ ไก่งวง ควรกินปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ และปลาเนื้อขาว อย่างปลาจะละเม็ด ปลาตาเดียว หลีกเลี่ยง เนื้อหมู ไก่ หอยเชลล์ กุ้ง ปู หอยแครง เพราะจะรบกวนระบบในร่างกาย สามารถกินนม เนย ไข่ ในปริมาณที่เหมาะสมได้ ข้าวโอ๊ต และข้าวกล้องดีต่อคนเลือดกรุ๊ปนี้ขณะที่แป้งสาลี ถั่วลิสง และโฮลวีท ไม่ดีต่อระบบเผาผลาญของร่างกายทำให้อ้วนและไม่ดีต่อเลือด อาจเป็นสาเหตุของโรคเส้นโลหิตแตกควรลองแป้งสเปลท์ (spelt) ซึ่งเป็นแป้งที่มีคุณค่าทางสารอาหาร และมีไฟเบอร์สูง ผักใบเขียวทุกชนิดกินดีหมด เพราะมีแมกนีเซียมช่วยป้องกันอาการผื่นคัน แต่ถ้าอยู่ระหว่างไดเอ็ทควรหลีกเลี่ยงมะเขือเทศ และข้าวโพด เพราะมีผลต่อการสร้างอินซูลิน และระบบเผาผลาญ

กินผลไม้ได้แทบทุกชนิด ยกเว้น ลูกพลับ ทับทิม และลูกแพร์ ชาสมุนไพรที่ให้ประโยชน์คือ ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ โสม ชาเขียว

ตัวอย่างสถานการณ์การทานของชาวกรุ๊ป B
ญาญ่าเธอโชคดีกว่าใคร เพราะกรุ๊ปเลือดบี มีความสมดุล คือไม่ข้นหรือเหลวเกินไป จึงเลือกรับประทานอาหารได้หลากหลายครอบครอบคลุมทุกหมู่ รวมทั้งสามารถดื่มนมได้ไม่มีปัญหา และไม่มีแนวโน้มจะเป็นโรคมะเร็งหรือโรคหัวใจเหมือนกรุ๊ป เอ อย่างไรก็ดี เธอจำเป็นต้องเลิกกินข้าวโพดของโปรดเพราะเป็นตัวการทำให้เธอน้ำหนักขึ้นง่าย กว่าอาหารอย่างอื่น

อาหารที่เหมาะกับญาญ่า
เนื้อสัตว์ : เนื้อแพะ แกะ กระต่าย แม้จะหายากสักหน่อยแต่ก็ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันได้มากควรหลีกเลี่ยง ไก่และไข่ เพราะมีเลคติคไปเกาะกับเซลล์เลือด ปลาทะเลน้ำลึกที่ดีต่อเธอคือ ปลาแซลมอนและปลาหิมะ

ผัก : รับประทานผักใบเขียวมาก ๆ จะช่วยไม่ให้เธอเป็นโรคที่เกี่ยวกับภูมิแพ้ หลีกเลี่ยงมะเขือเทศ ซอสมะเขือเทศ เพราะมีเลคติคซึ่งไปก่อกวนระบบย่อย ขัดขวางระบบเผาผลาญแคลอรีและระดับน้ำตาลในเลือด

ผลไม้ : สับปะรดมีเอนไซม์ช่วยให้ย่อยอาหารได้ง่ายขึ้น แต่ไม่ควรรับประทานมะพร้าว มะเฟือง และทับทิม

เครื่องดื่ม : ชาสมุนไพรที่ดีคือ ชาเขียว ขิง เปปเปอร์มิ้นต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโสม จะช่วยบำรุงระบบประสาท

เคล็ด ลับการไดเอท : กุญแจสำคัญสำหรับเธอคือ มันฝรั่ง ข้าวโอ๊ต และสับปะรด เพราะมีไฟเบอร์สูงและช่วยระบบหมุนเวียนของน้ำตาลในเลือด แต่เธอไม่ควรรับประทานข้าวสาลี ข้าวโพด ถั่ว และงา เพราะเป็นต้นเหตุให้ระบบเผาผลาญแคลอรีทำงานช้าและน้ำหนักขึ้นได้ง่าย

การออกกำลังกาย : ควรออกกำลังกายแบบที่ไม่หักโหม แต่ก็ไม่เบาจนเกินไป เช่น เทนนิส ศิลปะป้องกันตัวและปีนเขา

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

กล้วยหอม ลดความอ้วน แถมมีหุ่นที่ดี เอวสลิม

กล้วยหอม มีน้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตสจากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ทำให้เรารู้สึกสดชื่น และมีแรงที่จะนำไปใช้ในการขยับกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ในกล้วยหอมยังมีแร่ธาตุต่างๆ อีกหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังกะสี แมกนีเซียม และโพสแทสเซียม ซึ่งช่วยปรับสมดุลของร่างกาย และลดโอกาสการเป็นตะคริวได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อลองทานกล่วยหอมสักลูกก่อนออกกำลังกาย 15 นาทีดูสิ