Categories
blackcat agency

รู้จัก Moment-based Marketing สื่อสารกับลูกค้าในเวลาที่ใช่

DBS Bank เป็นธนาคารสัญชาติสิงคโปร์มี Headquarter อยู่ที่ Marina Bay ให้บริการทางการเงินรวมถึงให้กู้เงินซ้อหรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์ และปัจจุบันนี้ธนาคารต่างก็ให้บริการผ่านแอปฯมือถือ DBS Bank ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ลูกค้าสามารถเช็คอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ได้จากแอปฯ เพื่อดูว่าบ้านหลังไหนที่ตัวเองมีกำลังซื้อหรือผ่อนได้

แต่ DBS Bank ไม่ต้องการให้แอปฯของตัวเองทำได้แค่นั้น DBS หางที่ทำให้แอปฯของตัวเองแตกต่างจากแอปฯของธนาคารอื่น เพราะมี Headquarter เลยมีแนวคิด “Home Connect Mobile App” ขึ้นมา ซึ่งเจ้าแอปฯตัวนี้ ลูกค้าสามารถเปิดแอปฯแล้วสแกนพื้นที่รอบบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์รอบๆตัว แล้วดูว่าราคาซื้อขายนั้นอยู่ที่เท่าไหร่? หรือถ้าลูกค้าใส่ใจว่าบ้าน คอนโด อพาร์ทเมนท์ที่ตัวเองต้องการซ้อนั้นต้องตั้งอยู่ใกล้โรงเรียน ห้างฯ โรงพยาบาล ฯลฯ แอปฯตัวนี้ก็สามารถให้ข้อมูลได้หมด รวมถึงรถไฟฟ้าที่อยู่ใกล้ที่สุด มีซุปเปอร์มาร์เกตแถวนั้นหรือเปล่า

ความสามารถของแอปฯ DBS Bank ทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้ออังหาริมทรัพย์ได้ดีขึ้น แทนที่จะให้ข้อมูลแค่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แอปฯของ DBS ดึงข้อมูลจากหลายๆที่ที่อยู่ใกล้เคียงเข้ามาในแอปฯและแสดงผลให้ลูกค้าดูและตัดสินใจได้

ความสามารถเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือแนวคิดของการทำการตลาดโดยคิดถึง “Micromoments” คือคิดถึงเวลาที่เราต้องการสื่อสารข้อมูลบางอย่างให้กับลูกค้าในเวาที่ใช่ และในบริบทที่ใช่

แล้วเราจะเอาชนะ Micromoment ได้อย่างไร?

1. สำรวจ Customer Journey เพื่อเข้าใจความต้องการและบริบทของลูกค้า
ดูไลฟ์สไตล์ของลูกค้าในแต่ละวัน สัปดาห์ เดือน หรือนานกว่านั้นว่า แต่ละช่วงเวลาของลูกค้านั้น ลูกค้าตั้งใจจะทำอะไร? ในบริบทแวดล้อมแบบไหน? และผลลัพธ์แบบไหนที่ลูกค้าอยากได้เดี๋ยวนั้น? ซึ่งเราต้องลงพื้นที่ไปสังเกตพฤติกรรมลูกค้า ตามที่ๆลูกค้าอยู่ตามที่แบรนด์ปรากฏหรือ Touch point จะเข้าใจและได้คำตอบดีกว่าไปทำแบบสำรวจ ที่สำคัญคือ ขอให้โฟกัสที่ Customer Journey จริงๆ อย่าเพิ่งคิดถึงสินค้าหรือบริการของตัวเอง

2. ควรจัดหมวดหมู่โมเมนต์ต่างๆของลูกค้า
เพราะถ้าเราลิสต์โมเมนต์ต่างๆตาม Customer Journey มันดูเยอะและเราอาจจะไม่เข้าใจ ควรจัดประเภท ซึ่งโมเมนต์ของลูกค้าก็มีอยู่ 4 แบบ

Iwant-to-know ลูกค้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมเดี๋ยวนั้น เพิ่อตัดสินใจว่าจะซื้อหรือไม่
Iwant-to-go ลูกค้าอยากไปที่ร้านค้า สาขาเดี๋ยวนั้นหลังจากที่ได้ดูข้อมูลสินค้าและบริการบนออนไลน์เพื่อไปเยี่ยม ไปทดลอง
Iwant-to-do ลูกค้าอยากรู้วิธีแก้ไขปัญหาและทำเป็นเดี๋ยวนั้น ซึ่งก็หนีไม่พ้นคอนเทนต์ประเภท How to
Iwant-to-buy ลูกค้ารู้ว่าตัวเองอยากได้สินค้าอะไร แล้วต้องการซื้อเดี๋ยวนั้นเลย

3. ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์
เพราะโฆษณาที่ได้ผลมากที่สุด คือโฆษณาที่ลูกค้าอ่านแล้วได้ประโยชน์ ณ ตอนนั้น แก้ปัญหาของตัวเองได้ ไม่ใช่ข้อความที่ยัดเยียดให้ลูกค้ารู้แต่ไม่ได้เกี่ยวกับลูกค้า ร้านค้าปลีกขายอุปกรณ์ซ่อมแซมตกแต่งบ้านดังๆของอเมริกาอย่าง Home Depot นั้น ในร้านมีวีดีโอสอนฮาวทูเยอะมาก มีคนดูรวมๆเกิน 43 ล้านครั้งได้ มันไม่ใช่แบนเนอร์ที่ลูกค้าไม่อยากรู้ แต่วีดีโอฮาวทู สอนแก้ไขปัญหาซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆในบ้าน ทำให้ลูกค้ารัก Home Depot มากกว่าใช้โฆษณาแบนเนอร์เสียอีก

4. ทำคอนเทนต์ให้เสพย์ง่ายๆ
Google เคยเก็บสถิติว่าคนดูวีดีโอในแอปเฉลี่ยครั้งหนึ่งไม่เกิน 1 นาที 10 วินาที 1 ใน 3 ของการมีปฏิสัมพันธ์กับแอปฯมือถือจะนานไม่เกินนาที หมายความว่าคนเรามีสมาธิตั้งใจทำอะไรสั้นๆ ฉะนั้นคอนเทนต์ในช่วงโมเมนต์ต่างๆก็ควรจะสั้นและกระชับตามไปด้วย

5. อย่าให้คอนเทนต์ แอปฯ และเว็บไซต์โหลดช้า
ถ้าให้ลูกค้ารอโหลดช้าเกินไป ลูกค้าก็จะหมดความอดทนและกดออกไป Google เคยเก็บสถิติวืเคราะห์โฆษณาบนมือถือกว่า 9 แสนชิ้น จาก 126 ประเทศ พบว่าโฆษณาตัวหนึ่งใช้เวล่โหลดนานถึง 22 วินาทีโดยเฉลี่ย 53% ของคนที่เข้าแอปฯ ออกจากหน้าที่ต้องใช้เวลาเกิน 3 วินาทีกว่าจะโหลดเสร็จ วีดีโอและรูปภาพที่มีความละเอียดเยอะๆ เป็นสาเหตุที่ทำให้เพจโหลดช้า

ไม่ใช่แค่ DSB Bank เท่านั้นที่ใช้ Moment-based Marketing ถ้าใครเคยซื้อของกับ Sephora ที่ขายสินค้าเสริมสวย เราสามารถใช้มือถือแสกนไปที่ตัวสินค้าที่วางอยู่ในร้าน ข้อมูลก็จะปรากฎในมือถือ รู้เลยว่าสินค้าตัวนี้มีรีวิวอย่างไรบ้าง เรตติ้งเท่าไหร่? หรือใครที่เคยพักที่ Red Roof Inn โดยเฉพาะคนที่เคยเดินทางในอเมริกา ว่าเมื่อไหร่ที่เที่ยวบินที่ตัวเองจองเกิดล่าช้าขึ้นมา ที่พักก็จะส่งโฆษณาชวนให้คนที่ไฟลท์ดีเลย์มาพักทันทีเพื่อรอเที่ยวบิน Red Roof Inn จะหาทางเช็คว่าเที่ยวบินไหนบ้างที่ดีเลย์ จะจะส่งโฆษณาไปให้ถูกคน

การตลาดออนไลน์

Categories
blackcat agency

การเลือกตลาดเป้าหมาย(Target Market Decision)

การเลือกตลาดเป้าหมาย(Target Market Decision)
การเลือกตลาดเป้าหมาย หมายถึง การประเมินและเลือกตลาดในส่วนใดส่วนหนึ่งหรือมากกว่า หรือทั้งหมด จากที่ได้ทำการแบ่งส่วนตลาดไปแล้ว ซึ่งเป็นวิธีการกำหนดความแตกต่าง แต่ละส่วนตลาด (Market Segment) เพื่อให้เป็นตลาดเป้าหมายที่ชัดเจนและใช้ส่วนประสมทางการตลาดกับส่วนที่เลือกนั้น
ตลาดเป้าหมาย (Target Market หรือ Target Group) หมายถึง กลุ่มผู้บริโภคหรือส่วนตลาดที่นักการตลาดสนใจและเลือกที่จะเข้าไปดำเนินกิจกรรมทางการตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนั้นๆ การเลือกตลาดเป้าหมายมี 2 ขั้นตอน คือ
1.การประเมินส่วนตลาด (Evaluating the Market Segment)
เป็นการประเมินค่าของตลาดแต่ละส่วน เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจเลือกส่วนตลาดที่เหมาะสม ซึ่งนักการตลาดต้องศึกษาส่วนตลาด 3 ส่วน Target Market Decision ดังนี้
1.1ขนาดของส่วนตลาดและอัตราการขยายตัว
1.2โครงสร้างความน่าสนใจของส่วนตลาด
1.3วัตถุประสงค์และทรัพยากรของบริษัท
2.การเลือกส่วนตลาด (Selecting the Market Segment)
หลังจากที่ปประเมินค่าส่วนตลาดแล้วอาจพบว่ามีส่วนตลาดที่ควรกำหนดเป็นเป้าหมายมากกว่าหนึ่งส่วนตลาด จึงเลือกส่วนที่มีความเหมาะสมเป็นตลาดเป้าหมายโดยวิธีเลือกดังนี้
2.1การตลาดแบบไม่แตกต่าง หรือการตลาดที่เหมือนกัน (Undifferentiated Marketing)
การเลือกตลาดแบบไม่แตกต่างนี้ จะสามารถช่วยประหยัดต้นทุนการดำเนินงานเนื่องจากใช้หลักการผลิตสินค้ารูปแบบเดียวกันในปริมาณมาก ทำให้ลดต้นทุนการผลิต ลดค่าโฆษณาและค่าใช้จ่ายในการวางแผนการตลาด สรุปกลยุทธ์ที่ใช้มี ดังนี้
1.การเลือกตลาดรวมเป็นตลาดเป้าหมายเพียงตลาดเดียว โดยถือว่าตลาดมีความต้องการที่คล้ายกันหรือไม่แตกต่างกัน
2.ใช้ส่วนประสมทางการตลาด 1 ชุด ในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าจำนวนมาก
3.มุ่งความสำคัญที่การผลิต ทำให้เกิดการประหยัดจากขนาดของการผลิต นิยมใช้ในการแบ่งส่วนตลาดสำหรับสินค้าหรือบริการขั้นพื้นฐานในการครองชีพของผู้บริโภค เช่น ข้าวสาร เกลือ น้ำตาล เป็นต้น
2.2การตลาดแบบแตกต่าง หรือก่ีคลาดมุ่งต่างส่วน (Differentiated Marketing)
การเลือกตลาดแบบแตกต่างนี้ จะสามารถสร้างความพึงพอใจและสนองความต้องการของผู้บริโภคได้มาก ส่งผลให้ธุรกิจสามารถสร้างยอดขายได้มากในทุกๆ ส่วนของตลาด แต่ขณะเดียวกันก็มีข้อจำกัดคือ ต้องใช้ต้นทุนค่าใช้จ่ายสูง เช่น ต้นทุนเกี่ยวกับสินค้าคงคลัง และต้นทุนการส่งเสริมการตลาด เป็นต้น สรุปกลยุทธ์ที่ใช้มีดังนี้
1.ใช้กลยุทธ์การตลาดมุ่งหมายส่วน
2.เป็นการเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน เพื่อสนองความต้องการในแต่ละส่วนตลาดที่เลือกเป็นเป้าหมาย
2.3การตลาดแบบมุ่งตลาดส่วนเดียว หรือการตลาดมุ่งเฉพาะส่วน (Concentrated Marketing)
การเลือกตลาดแบบมุ่งตลาดส่วนเดียวนี้ ธุรกิจจะพบกับความเสี่ยงสูง เนื่องจากมีกลุ่มเป้าหมายเพียงส่วนเดียว เช่น มีบริษัทอื่นที่มีความเข้มแข็งทางด้านการเงินและมีความสามารถที่จะทุ่มการส่งเสริมการตลาดเข้ามาเป็นคู่แข่งขัน หากธุรกิจมีข้อจำกัดทางด้านเงินทุนอาจต้องเป็นฝ่ายเสียส่วนครองตลาดไปได้ เป็นต้น สรุปกลยุทธ์ที่ใช้มีดังนี้
(1) เป็นการเลือกตลาดเป้าหมายเพียงส่วนเดียวจากตลาดรวม
(2) ใช้ส่วนประสมทางการตลาด 1 ชุด ที่สามารถสนองความต้องการในส่วนตลาดที่เลือก

การตลาดออนไลน์

Categories
blackcat agency

8 วิธีหาไอเดียในการนำมาสร้าง Content ใหม่ ๆ

ใครที่เคย ทำ Content มักจะเจอปัญหาแบบหนึ่งที่คุ้นเคยกันนั้นคือการที่ไอเดียในการที่จะทำ Content นั้นตันแล้วไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาทำเป็น Content ต่อไป ในใจก็คิดว่าจะเอาเรื่องเดิม ๆ มาเขียนก็กลัวจะซ้ำกับที่ทำไปแล้วจะทำให้ Content ของตัวเองที่เคยทำมา และกลุ่มผู้บริโภคที่บริโภคเนื้อหานั้น ๆ จะรู้ว่าเป็นเนื้อหาที่ซ้ำกันและทำการไม่อ่านเนื้อหานั้นอีกต่อไป ซึ่งเป็นปัญหาอย่างมากสำหรับคนทำ Content ที่ต้องสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่านอยู่เสมอ

การทำ Content ให้ได้สม่ำเสมอนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอย่างมาก โดยเฉพาะการต้องหาเรื่องใหม่ ๆ มานำเสนอ หรือมีความกดดันใน Timeline ในการทำงานต่าง ๆ เข้าด้วยกัน การที่จะเจอไอเดียให้ทำให้สามารถสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้สร้างเนื้อหาดี ๆ ขึ้นมาได้จึงเป็นเรื่องที่คนทำ Content ต้องมีแหล่งที่จะหาข้อมูลและเรื่องราวต่าง ๆ เพื่อเอามาทำ Content ต่าง ๆ นำเสนอต่อไปได้ ทั้งนี้วันนี้ผมจึงมี 8 วิธีในการที่จะหาไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาในการเอามาทำ Content

1. ใช้จาก Social Media เป็นตัวจุดประกาย : Social Media นับว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่จะทำให้ได้ข้อมูลว่าผู้บริโภคหรือคนปฏิสัมพันธ์ทางเพจกำลังอยากได้ข้อมูลอะไร หรือมีความสงสัยในเรื่องอะไรที่ Content อื่น ๆ ได้ทำออกไป การรวบรวมความเห็นเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดการนำมาต่อยอดสร้างเป็นเนื้อหาต่าง ๆ ได้มากมายที่จะทำให้เป็น Content ที่ตรงใจผู้อ่านอีกด้วย

2. ใช้จาก Webboard เว็บบอร์ดต่าง ๆ โดยเฉพาะ Group ที่พูดคุยกันเป็นแหล่งข้อมูลอันดีว่าคนในสังคมกำลังสนใจเรื่องอะไรอยู่ ด้วยข้อมูลเหล่านี้สามารถทำให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ได้หลากหลายในการเอามาทำ Content ต่าง ๆ เพื่อนำเสนออีกต่อไป ยกตัวอย่างใน Pantip หรือ Facebook Group ที่คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์เอาเนื้อหาต่าง ๆ มาพูดคุย ถกเถียงกันสูง สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นแรงบันดาลใจที่ดีในการเข้าใจว่าสังคมกำลังอยากรู้เรื่องอะไร และอยากรู้ในแง่ไหนขึ้นมา

3. ใช้จาก Blog : Blog นั้นเป็นวิธีการหนึ่งที่จะได้ไอเดียที่ดี ๆ มามากมาย ด้วยการเข้าไปอ่าน Blog ของคนต่าง ๆ ที่เขียนเล่าชีวิตประจำวัน หรือเอาเรื่องราวต่าง ๆ มาทำให้ถกเถียง เรื่องราวเหล่านี้ถ้าเข้าไปอ่านและทำการค้นคว้าเนื้อหาไปเรื่อย ๆ ก็สามารถเอามาสรุปใจความหรือต่อยอดต่อจาก Blog นั้นได้มากมายและสร้าง Content ที่มีประโยชน์และมอบคุณค่าให้คนอ่านได้อีกด้วย

4. สืบจากเว็บไซต์เนื้อหาอื่น ๆ : สิ่งหนึ่งที่ผมใช้เป็นประจำในการหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ มาทำ Content คือการเข้าไปอ่านตามเว็บ Content ต่าง ๆ ขึ้นมา และลองมองหาเรื่องราวที่เว็บไซต์ต่าง ๆ นั้นกำลังพูดถึงหรือกำลังเป็นข่าวต่าง ๆ พวกนี้สามารถทำให้คุณได้ข้อมูลใหม่ ๆ ที่ทำให้คุณสามารถเอามาสร้าง content บอกเล่าเรื่องราวใหม่ ๆ ให้กับคนที่ติดตาม Content คุณได้ขึ้นมา

5. ใช้ Keyword ที่คนค้นหา : อีกวิธีการที่สามารถเอามาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างเนื้อหาขึ้นมาใหม่ได้นั้นคือการใช้วิธีการสืบจาก Keyword ที่คนกำลังค้นหา หรือกำลังมีความสนใจอยู่ ด้วย Keyword เหล่านี้สามารถนำมาเป็นจุดตั้งต้นในเรื่องราวของเนื้อหาที่จะทำและสามารถนำไปทำ Content ที่เชื่อมกับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างดี สิ่งหนึ่งที่ดีจากวิธีการนี้คือการที่ใช้ Keyword เหล่านั้นจะทำให้เนื้อหาของคุณที่ทำนั้นมีโอกาสสูงที่จะติด SEO ดี ๆ อี กด้วย

6. ใช้เครื่องมือในการสร้างไอเดีย : ข้อดีของในยุค Digital นี้ที่มีเครื่องมือหลาย ๆ อย่างให้ได้ใช้งานกัน โดยหนึ่งในเครื่องมือนั้นคือการใช้เครื่องมือที่ช่วยสร้างหัวข้อบทความหรือไอเดียของบทความขึ้นมาได้ ตัวอย่างเช่น HubSpot’s Blog Topic Generator หรือ Portent’s Content Idea Generator ที่ให้คุณใส่ Keyword ที่กำลังสนใจเข้าไปแล้วเครื่องมือดังกล่าวนั้นจะทำการรวบรวมหรือสร้างหัวข้อที่น่าสนใจมาให้คุณได้อย่างทันที

7. ใช้เครื่องมือดูว่าเนื้อหาไหนกำลังนิยม : เช่นกันนอกจากการใช้ Keyword กับเครื่องมือแล้ว คน ทำ Content ยังสามารถใช้เครื่องมือที่จะช่วยในการรวบรวมว่าตอนนี้กำลังมีเนื้อหาอะไรเป็นที่นิยมหรือมีบทความไหนที่คนกำลังให้ความสนใจสูงขึ้นมา ด้วยข้อมูลที่รวบรวมผ่านเครื่องมือนี้เข้ามาจะทำให้คุณสามารถได้ไอเดียที่จะสร้างเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของสังคมในตอนนั้นได้

8. ดูจากคู่แข่ง : วิธีการสุดท้ายคือการใช้คู่แข่งนั้นให้เป็นประโยชน์โดยการเข้าไปดูว่าเนื้อหาที่คู่แข่งทำนั้นกำลังมีอะไรดี ๆ หรือเนื้อหาแบบไหนที่ไม่ควรทำขึ้นมา ซึ่งด้วยวิธีการนี้อาจจะต่อยอดไปดูยังว่าคนในอุตสาหกรรมเดียวกันกำลังทำเนื้อหาแบบไหน หรือกำลังมีความสนใจอะไรขึ้นมา ทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณสามารถได้ไอเดียไปทำ Content ได้อย่างแน่นอน

รับทำ SEO

Categories
blackcat agency

วิธีนำมาใช้ซ้ำในสื่อที่ต้องมีการลงทุน คอนเทนต์ของ INFLUENCER

เลือกที่สำคัญมีอยู่ 2 ทาง ระหว่างจะดำเนินการต่อไป เพื่อดูผลลัพธ์ไปเรื่อยๆ หรือลงทุนสักนิดหน่อยเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ของแคมเปญให้สูงที่สุด ดังนั้น คอนเทนต์ของ Influencer สามารถทำให้คุณมีส่วนร่วมและเพิ่ม ROI เมื่อทำการวางโฆษณา ดังนั่น แคมเปญการตลาดของผู้มีอิทธิพลมีความสำคัญต่อการดำเนินงานของนักการตลาด

ใช้ คอนเทนต์ของ INFLUENCER อย่างไรคอนเทนต์ของ Influencer
คอนเทนต์ของ Influencer ในความเป็นจริงแล้วนั้นจะได้รับการตอบรับจากผู้ชมมากกว่าคอนเทนต์ที่แบรนด์เป็นคนทำเอง หากต้องการได้รับผลตอบแทนสูงสุดในการทำการตลาดด้านนี่ ควรลองลงทุนด้วยวิธีเหล่านี้ดู

ปรับให้เหมาะสมกับรูปแบบโฆษณา
เนื้อหาที่สร้างโดย Influencer ส่วนใหญ่มักถูกสร้างบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ และถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย การเพิ่มเพลงหรือการพากย์เสียงเพิ่มไปก็สามารถเพิ่มศักยภาพให้กับคอนเทนต์ต่างๆ ได้

รักษาความน่าเชื่อถือของ Influencer
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การตลาดด้านนี้ประสบความสำเร็จเพราะผู้บริโภครู้จักและไว้ใจ ต่อให้คอนเทนต์ถูกแปลงมาเป็นโฆษณาแล้วก็จะไม่สูญเสียผู้บริโภคจากตรงนี้ไป

จัดกลุ่มเป้าหมาย
การลงทุนโฆษณาคอนเทนต์แต่ละตัวช่วยให้แบ่งกลุ่มเป้าหมายได้ โฆษณาที่คุณทำจะไปโผล่ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเห็นอยู่เรื่อยๆ วิธีนี้ข้อมูลการใช้งานของ Instagram จะช่วยให้กำหนดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และกำหนดได้ว่าลูกค้ากลุ่มไหนที่จะเห็นโปรโมชันของธุรกิจคุณได้

ใช้ Call to action
พิจารณาว่าสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกค้าทำหลังจากลูกค้าเห็นโฆษณาคืออะไร แล้วใช้เครื่องมือต่างๆ บนโซเชียลให้เป็นประโยชน์ เช่น Instagram Stories ก็มี Swipe Up เมื่อเลื่อนขึ้นแล้วสามารถเด้งไปยังเว็บไซต์ของคุณ เป็นต้น แต่ตัวเลือกนี้ไม่ได้สามารถใช้ได้ทุกคน ดังนั้นคุณควรสร้าง Call to action ที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ที่เข้ามาพบได้เห็นอย่างชัดเจนและสามารถคลิกเพื่อไปต่อได้

ตรวจสอบผลลัพธ์ของคุณ
การติดตามผลลัพธ์ของแคมเปญเป็นสิ่งสำคัญที่จะเรียนรู้และวัดประสิทธิภาพของการทำงาน คุณสามารถลองใช้คำและเครื่องมือต่างๆ เพื่อทดสอบว่าอะไรได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแล้วเลือกมาใช้

หากคุณกำลังลงทุนเกี่ยวกับการตลาดที่มีอิทธิพลคุณต้องมั่นใจก่อนว่าจะได้รับผลประโยชน์กับการลงทุนนั้น และสามารถต่อยอดธุรกิจคุณกับการทำการตลาดในรูปแบบนี้ได้อย่างแน่นอน

รับทำ SEO