“อ่านหนังสือ” หนึ่งวิธีง่ายๆ ช่วยคุณห่างไกลอัลไซเมอร์

โรคสมองเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์
เกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมถอยลง ส่งผลกระทบต่อกิจวัตรประจำวัน เราสามารถบำรุงรักษาสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ด้วยการ “อ่านหนังสือ”
การอ่านหนังสือ
รวมถึงการหากิจกรรมทำ เช่น การออกกำลังกาย การฟังเพลง การทำงานศิลปะ หรืองานฝีมือจะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ เนื่องจากสมองถูกกระตุ้นอยู่สม่ำเสมอ เปรียบเทียบได้กับเครื่องจักรกล เมื่อมีการใช้งานอย่างสม่ำเสมอก็สามารถลดสนิมที่เข้ามาเกาะกินได้ สมองของเราก็เช่นกัน สำหรับใครที่เป็นคนรักการอ่านอยู่แล้วก็ถือเป็นข้อได้เปรียบที่ช่วยชะลอภาวะสมองเสื่อม แต่หากคุณรู้สึกง่วงทุกครั้งที่อ่านหนังสือ แนะนำให้เริ่มโดยการอ่านบทความสั้นๆ แล้วค่อยฝึกตนเองให้เป็นคนรักการอ่านมากขึ้น อาจจะเริ่มด้วยการอ่านหนังสือก่อนนอน จากบทความก็ค่อยๆ ขยับเป็นหนังสือเรื่องสั้น ประโยชน์ของการอ่านหนังสือยังช่วยให้คุณหลับสบายขึ้น เพราะการอ่านหนังสือทำให้คุณมีสมาธิและใจเย็นลง การอ่านหนังสือในแสงนุ่มๆ อ่อนๆ ก็ทำให้ร่างกายรู้ว่าถึงเวลาจะต้องพักผ่อนนอนหลับแล้ว ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนที่จะสมองเสื่อม ความเข้าใจที่ว่าภาวะความจำเสื่อม ความจำถดถอย และขี้หลงขี้ลืม เป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดขึ้นเมื่อแก่ตัวลงสิ่งเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิด สมองของเราไม่ได้เสื่อมสภาพไปตามอายุเสมอไปหากมีการดูแลบริหารสมองอยู่เป็นประจำ การหมั่นทำกิจกรรมที่สร้างเซลล์สมองให้เติบโต พยายามเข้าสังคมพูดคุยมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง หรืออ่านหนังสืออยู่เป็นประจำ สามารถช่วยเสริมสร้าง และยืดอายุสมองได้
สร้างพฤติกรรมประจำวันเหล่านี้ เพื่อห่างไกลอัลไซเมอร์
การดูแลร่างกายให้สมบูรณ์ แข็งแรงก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้คุณห่างไกลอัลไซเมอร์และภาวะสมองเสื่อมได้ เราต้องดูแลระบบไหลเวียนเลือดให้ดี ให้ร่างกายรับออกซิเจน พลังงาน และสารอาหารอย่างพอเหมาะ ควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้มีไขมันในเลือดสูง และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้ การทำกิจกรรมใหม่ๆ เช่น เปลี่ยนแปลงกิจวัตรประจำวันจากการแปรงฟันด้วยมือขวาเปลี่ยนเป็นซ้ายแทน ดื่มชาแทนกาแฟ เปลี่ยนวิธีการเดินทาง อ่านเพิ่มเติม

TCD ตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือด…ประเมินความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมอง จัดเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรไทย ซึ่งส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากสมองขาดเลือด (infarction) ซึ่งในกลุ่มที่เป็น infarction นี้ พบว่ามีสาเหตุจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และเลือดออกในสมอง
ทำความรู้จัก TCD ตรวจการไหลเวียนของหลอดเลือดในสมอง
Transcranial Doppler หรือ TCD เป็นการตรวจเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดสมองด้วยคลื่นความถี่สูง ประโยชน์ของการตรวจนี้คือสามารถประเมินการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดสมองได้โดยเฉพาะ และใช้เฝ้าระวัง ติดตาม ภาวะลิ่มเลือดขนาดเล็กหลุดมายังหลอดเลือดสมอง เหมาะกับ

ผู้มีความเสี่ยงต่อการเกิด โรคหลอดเลือดสมองอุดตัน
ผู้มีเลือดออกที่ผิวสมอง (subarachnoid hemorrhage) เพื่อติดตามภาวะหดตัวของหลอดเลือดสมอง
ผู้เป็นโรคหลอดเลือดสมองอุดตันระยะเฉียบพลัน และได้รับยาละลายลิ่มเลือด (thrombolysis)
นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจดูภาวะสมองตายจากการติดเชื้อในสมอง (แล้วแต่กรณี) ตรวจหาลิ่มเลือดขนาดเล็กที่หลุดจากหัวใจ หรือคราบไขมันที่ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ ตรวจการขยายตัวหรือหดตัวของหลอดเลือดแดงที่สมองเมื่อมีภาวะคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดเปลี่ยนไป ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องผ่านการพิจารณาจากแพทย์ก่อนเสมอ

มั่นใจในผลการตรวจที่แม่นยำ และปลอดภัย
การตรวจ TCD ถือเป็นการตรวจที่แม่นยำ ปลอดภัยและประหยัด สามารถตรวจผู้ป่วยที่ข้างเตียงได้เพราะเครื่องมือที่ใช้สามารถนำไปใช้ในทุกสถานที่ แม้ผู้ป่วยจะอยู่ในสภาวะไร้สติ หรือ Coma ที่แผนกฉุกเฉิน เพื่อประเมินหลอดเลือดหลักที่ไปเลี้ยงสมองได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ การตรวจต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและชำนาญเท่านั้น ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมของทีมแพทย์ศูนย์โรคระบบประสาทและสมอง โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน สามารถแปลผลได้แม่นยำ ถูกต้อง จึงมั่นใจและวางใจได้ถึงความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในกรณีผู้ป่วยที่มีกระดูกขมับ (temporal bone) หนา ทำให้การมองเห็นหลอดเลือดไม่ชัดเจน ซึ่งส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยสตรี
ขั้นตอนไม่ยุ่งยาก ไม่เสียเวลา ได้ข้อมูลทันที อ่านเพิ่มเติม

อันตรายจากการใช้หูฟังเพลง ขณะชาร์จแบตเตอร์รี่มือถือ

ในปัจจุบันยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคลื่นจาก โทรศัพท์มือถือมีอันตราย หรือไม่ และจากงานวิจัยที่ออกมาให้เห็นนั้นมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วย ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากมือถือส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง หรือเนื้องอกในสมองได้ ดังนั้น สิ่งที่อยากแนะนำให้ยึดหลักปลอดภัยไว้ก่อน คือ

หลีกเลี่ยงการคุยโทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน
หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือขณะที่ตัวเปียก
ขณะหลับควรนำโทรศัพท์มือถือออกห่างตัว
ไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะชาร์จ เพราะหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายเข้าสู่สมองได้โดยตรง
โดยปกติแล้วหากเกิดปัญหาเรื่องไฟฟ้าลัดวงจรของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่เราทราบข่าวกันมา ถ้าเราใช้อุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานก็จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร อาจส่งผลให้อุปกรณ์ไฟฟ้าเหล่านั้นเกิดการระเบิด หรือไฟฟ้ารั่ว ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือและมีการเสียบสายหูฟังร่วมด้วยก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ว่า สายหูฟังนั้นจะเป็นตัวนำส่งและรับสัญญาณไฟฟ้าที่รั่วเข้าสู่หู ซึ่งหูของคนเราเชื่อมต่อกับสมองโดยตรง ทำให้เพิ่มความรุนแรงในการบาดเจ็บขึ้นได้
ทั้งนี้ แม้ไฟฟ้าที่รั่วไหลมีขนาดไม่มากนัก ก็สามารถทำลายระบบประสาทได้ เช่น ทำให้มีอาการมึน งง แต่ถ้าปริมาณมากขึ้นอาจจะเกิดไฟดูด ซึ่งเป็นการที่ไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายเราไป บางรายอาจจะหมดสติได้ ปกติจะหมดสติไป 2-3 ชั่วโมง แต่ที่พบบ่อย คือ 5-10 นาที ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟฟ้า และหลังจากที่ผู้ป่วยฟื้นขึ้นมาจะมีภาวะหลงลืม หรืออาการสับสันชั่วคราวได้ ถ้าความรุนแรงมากกว่านั้น อาจมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป สภาพจิตใจผิดปกติ สมองเสียหาย บางรายมีอาการอ่อนแรง ชัก ปวดศีรษะตามมา อ่านเพิ่มเติม

เมื่อผู้สูงอายุ…นอนไม่ค่อยหลับ

อาการนอนไม่หลับ เป็นอาการหนึ่งที่มักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ เนื่องจากสมองทำงานไม่เป็นปกติ ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไปที่อยู่ในชุมชนจะมีปัญหานอนไม่หลับมากกว่าครึ่ง ยิ่งกว่านั้น อาการนอนไม่หลับ อาจเป็นอาการเตือนของโรคอื่นๆ ทางสมอง

การนอนไม่หลับในผู้สูงอายุ มาจาก 2 สาเหตุใหญ่ๆ คือ
การเปลี่ยนแปลงของอายุที่มากขึ้น โดยปกติเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น สมองก็จะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อม เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย ส่งผลกับการนอนของผู้สูงอายุ คือ ระยะเวลาของการนอนตอนกลางคืนจะลดลง ใช้เวลานานขึ้นหลังจากเข้านอนเพื่อที่จะหลับ ช่วงระยะที่หลับแบบตื้น (ตอนที่กำลังเคลิ้ม แต่ยังไม่หลับสนิท) จะยาวขึ้น ขณะที่ช่วงระยะที่หลับสนิทจริงๆ จะลดลง มีการตื่นขึ้นบ่อยๆ กลางดึก อย่างไรก็ตามแม้ผู้สูงอายุจะมีสุขภาพดีทั้งกายและใจสมวัย ก็อาจรู้สึกว่าตัวเองนอนน้อยลง หรือคิดไปว่านอนไม่หลับ แต่มีข้อที่น่าสังเกต คือ ผู้ป่วยกลุ่มนี้แม้จะดูเหมือนว่านอนไม่หลับแต่ช่วงกลางวันมักจะไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอนแต่อย่างใด
มีโรคซ่อนอยู่ ยาบางประเภทโดยเฉพาะยาที่ออกฤทธิ์ในระบบประสาทส่วนกลาง หรือสมอง ทำให้ผู้สูงอายุมีอาการนอนไม่หลับอยู่บ่อยๆ เช่น ใช้ยานอนหลับนานๆ ยารักษาอาการสั่น เคลื่อนไหวช้าใน
โรคพาร์กินสัน หรือบางครั้งอาจเป็นส่วนผสมของยารักษาโรคอื่นที่ไม่เกี่ยวกับโรคทางสมอง
เช่น แอลกอฮอล์ในยาน้ำแก้ไอ หรือ คาเฟอีนที่ผสมอยู่ในยารักษาโรคหวัด เป็นต้น เมื่อผู้สูงอายุหยุดการใช้ยาเหล่านี้ อาการนอนไม่หลับก็จะหายไปเอง ผู้สูงอายุที่มีโรคใดก็ตามที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยๆ ตอนกลางคืน ก็จะมีผลต่อการนอนด้วย เช่น ผู้เป็นเบาหวาน ซึ่งจะทำให้ปัสสาวะบ่อยครั้งและปริมาณปัสสาวะมาก โรคต่อมลูกหมากโตในผู้สูงอายุชาย โรคไตวายเรื้อรัง หรือแม้แต่การใช้ยาขับปัสสาวะในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หรือภาวะหัวใจวาย ก็ทำให้มีปัสสาวะตอนกลางคืนได้บ่อย ความเจ็บปวดทางกายจะมีผลทางอ้อมต่อการนอนหลับในผู้สูงอายุเสมอ ที่พบบ่อยมักเกิดจากโรคของกระดูกและข้อเสื่อม ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดเรื้อรังได้ เช่น ข้อเข่าเสื่อม กระดูกคอเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีอาการเจ็บปวดที่เกิดจากอวัยวะภายในช่องท้อง อาทิ ท้องผูก แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย เป็นต้น ผู้สูงอายุที่เริ่มมีสมองเสื่อมในระยะแรกจะมีอาการนอนไม่หลับ ภาวะซึมเศร้าก็เป็นสาเหตุของการนอนยากในผู้สูงอายุ โดยมักจะมีลักษณะที่เข้านอนได้ตามปกติแต่ตื่นขึ้นกลางดึก เช่น ตี 3-4 แล้วไม่สามารถนอนต่อได้อีก จากสาเหตุของการนอนไม่หลับที่กล่าวมาข้างต้น จึงจำเป็นที่ผู้ป่วยต้องได้รับการซักประวัติการเจ็บป่วย ประวัติการนอน และรับการตรวจร่างกายจากแพทย์โดยละเอียด เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการนอนไม่หลับในแต่ละราย
ข้อปฏิบัติที่ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับในผู้สูง
พยายามหลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือจำกัดเวลาการนอนกลางวัน ไม่ควรเกินครึ่งชั่วโมงในช่วงบ่าย
หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ โดยเฉพาะการทานในเวลาเย็น เป็นต้น
ไม่ควรดื่มน้ำในช่วง 4-5 ชั่วโมงก่อนที่จะถึงเวลาเข้านอน ถ้ามีปัญหาปัสสาวะกลางคืนบ่อยๆ
เพิ่มกิจกรรม หรือการออกกำลังกาย ในช่วงเวลากลางวันให้มากขึ้น

ถ้าผู้สูงอายุไม่มีอาการง่วงนอนเมื่อถึงเวลาเข้านอน และไม่สามารถนอนหลับได้ ก็ควรลุกขึ้นมาหาอะไรทำ ดีกว่าที่จะนอนกลิ้งไปมาบนเตียง
กำหนดเวลาอาหารมื้อเย็นให้คงที่ สม่ำเสมอ และควรจะเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง
เมื่อเทียบกับมื้ออื่นๆ อ่านเพิ่มเติม

SLEEP TEST เทคโนโลยีใหม่…ตรวจเช็คประสิทธิภาพในการนอน

หากคุณ และ เพื่อนร่วมเตียง ของคุณมีอาการเหล่านี้ขณะหลับ
นอนกรน
ละเมอเดิน
ฝันร้าย
ฝันผวา
ละเมอพูด
นอนกัดฟัน
นั่นอาจแปลว่าคุณกำลังเสี่ยงกับภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับ ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายและอาจทำให้เกิดความผิดปกติอื่นๆ ตามมาจนอาจเสียชีวิตได้

ตรวจวิเคราะห์…หาความผิดปกติอย่างตรงจุด
Sleep test เป็นการตรวจสุขภาพการนอนหลับที่ใช้วิเคราะห์ระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายระหว่างที่กำลังนอนหลับ เช่น ระบบการหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด การทำงานของคลื่นไฟฟ้าในสมอง คลื่นไฟฟ้าหัวใจ และกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive sleep apnea; OSA) รวมถึงการกระตุกของกล้ามเนื้อต่างๆ และพฤติกรรมที่ผิดปกติระหว่างการนอนหลับ เช่น นอนแขน ขากระตุก นอนกัดฟัน หรือนอนละเมอ นอนฝันร้าย สะดุ้งตื่นเป็นประจำ เป็นต้น ซึ่งจะนำผลการตรวจไปใช้สำหรับการวางแผนและเป็นทางเลือกในการรักษาต่อไป เพื่อลดอันตรายจากความผิดปกติอื่นๆ ตามมาจนถึงเสียชีวิตได้

เลือกแนวทางรักษาที่เหมาะสมโดยแพทย์เฉพาะทาง
ผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพการนอนหลับ ควรพบแพทย์เฉพาะทางด้านการนอนหลับโดยตรง โดยโรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางในการวินิจฉัยโรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น (Obstructive sleep apnea; OSA) พร้อมด้วยทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางโดยตรง ซึ่งแพทย์จะทำการสอบถามประวัติ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อนและหลังการตรวจ เพื่อพิจารณาทางเลือกในการตรวจและแนวทางการรักษารูปแบบต่างๆ อ่านเพิ่มเติม

การจัดฟันให้สวยงามน่ามอง ตอนที่1

การจัดฟัน
คือ การทำให้ฟันที่เรียงตัวไม่เป็นระเบียบ เช่น ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันขึ้นออกนอกแนวการเรียงตัวปกติ หรือขึ้นผิดตำแหน่งให้กลับมาเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งนอกจากจะมีผลทำให้ฟันเรียงตัวดูสวยงามแล้ว ยังสามารถใช้งานได้ดีขึ้น รูปหน้าก็ยังดูสวยงามขึ้นอีกด้วย
จำเป็นหรือไม่ ที่จะต้องจัดฟัน หากการเรียงตัวของฟันจะทำให้การสบฟันดีขึ้น ความสัมพันธ์ของฟันและขากรรไกรดีขึ้น รวมทั้งสามารถทำความสะอาดเหงือกและฟัน ดูแลสุขภาพช่องปากได้ดีขึ้น การจัดฟันก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่าจำเป็น แต่ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับเรื่องของเวลาความรับผิดชอบในการรักษาความสะอาด และค่าใช้จ่ายว่าสามารถรับผิดชอบได้หรือไม่ หากไม่สามารถมีเวลามารับการรักษา ไม่รับผิดชอบดูแลความสะอาด หรือไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายได้อาจต้องพิจารณาถึงทางเลือกอื่นๆ ต่อไป
ต้องเตรียมตัวอย่างไร หากต้อง การจัดฟัน หากต้องการจัดฟัน ควรมาพบทันตแพทย์จัดฟันเพื่อรับคำปรึกษาถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการจัดฟัน หากพิจารณาแล้วพบว่าสามารถจัดฟันได้ก็ควรตรวจดูสุขภาพช่องปากโดยทั่วไปว่ามีสภาพดีหรือยัง อาจจะต้องมีการขูดหินปูน อุดฟัน หรือรักษารากฟันแล้วแต่กรณี ส่วนฟันที่ทันตแพทย์จัดฟันสั่งให้ถอนเพื่อการจัดฟันก็ควรต้องถอนก่อนแล้วค่อยเข้าสู่กระบวนการรักษาทางทันตกรรมจัดฟันต่อไป โดยทั่วไป การจัดฟันจำเป็นต้องมีการเคลื่อนตัวของฟัน หากในช่องปากมีเนื้อที่ไม่พอให้ฟันเคลื่อนที่ไปได้อาจใช้การถอนฟัน หรืออาจเป็นการกรอลดขนาดของฟันลงเล็กน้อย โดยที่ไม่ต้องถอนฟันเลยก็ได้ แต่หากในช่องปากมีเนื้อที่มากพออยู่แล้ว เช่น เคยมีการถอนฟันไป แล้วหรือฟันห่างอยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องถอนฟันออกก็เป็นไปได้
วิธีการจัดฟัน แบ่งได้เป็น 2 วิธี ดังนี้
1.แบบติดแน่น แบ่งออกเป็น
เครื่องมือจัดฟันชนิดติดด้านหน้า มีทั้งชนิดที่เป็นโลหะและแบบเซรามิค เป็นการใช้เครื่องมือที่มีสีกลืนกับฟันธรรมชาติเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการให้เห็นเหล็กจัดฟัน การจัดฟันแบบเซรามิคยางสีขาว หรือสีใสอาจจะติดสีอาหารทำให้เห็นชัดแต่มีการปรับเปลี่ยนยางทุกเดือนอยู่แล้วจึงไม่ค่อยมีปัญหา การจัดฟันแบบเซรามิคไม่เหมาะกับคนที่มีปัญหาเรื่องการสบฟัน และการจัดฟันแบบนี้ราคาจะแพงกว่า และเวลาในการจัดจะมากกว่าแบบโลหะ 2-3 เดือน
เครื่องมือจัดฟันแบบดามอน (Damon) เป็นแบบโลหะไม่ต้องใช้ยางสี มีความฝืด (Friction) น้อยและมีความเจ็บน้อยกว่าการจัดฟันชนิดติดแน่นทั่วไป แต่การจัดฟันแบบดามอนผู้จัดจะไม่ได้ใช้ยางสี และการจัดฟันแบบนี้จะมีราคาแพงกว่าการจัดฟันแบบติดแน่นทั่วไป แต่จะใช้เวลาจัดฟันน้อยกว่าแบบโลหะ รวมทั้งมีการนัดพบแพทย์จัดฟันเพื่อปรับเครื่องมือห่างกัน 6-8 อาทิตย์ ซึ่งน้อยกว่าการจัดฟันแบบติดแน่นทั่วไป
เครื่องมือจัดฟันโลหะ (รูปดาว,รูปหัวใจ) เป็นการจัดฟันโดยจะคล้ายแบบโลหะ แต่จะมี แบรคเก็ตรูปดาว หรือรูปหัวใจติดอยู่ที่ฟันเพื่อความแปลกใหม่ในการจัดฟัน
เครื่องมือจัดฟันชนิดด้านในช่วยในเรื่องความสวยงาม จะมองไม่เห็นเครื่องมือจัดฟันเมื่อยิ้ม ผู้ที่ติดเครื่องมือส่วนใหญ่จะสามารถปรับตัวให้คุ้นเคยกับเครื่องมือได้ภายใน 1 เดือน และมีปัญหาเรื่องการออกเสียงเล็กน้อยอาจจะใช้เวลามากกว่าการจัดฟันด้านนอกประมาณ 6 เดือน อ่านเพิ่มเติม

ไส้เลื่อนในเด็ก

ไส้เลื่อนในเด็ก คือ ภาวะที่ลำไส้ หรือวัยวะภายในช่องท้องมีการเคลื่อนตัวดันผ่านกล้ามเนื้อหน้าท้อง หรือบริเวณขาหนีบจนเห็นเป็นก้อนเนื้อนูนออกมา ซึ่งจะเป็นอันตรายมากหากลำไส้ หรืออวัยวะเคลื่อนออกมาติดคาในพื้นที่จำกัดของขาหนีบ ส่งผลให้อวัยวะดังกล่าวเสียหายเนื่องจากเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงได้

อาการของไส้เลื่อนของเด็ก
เด็กๆ ที่เป็นไส้เลื่อนสามารถสังเกตได้จากมีก้อนเนื้อนูนออกมาบริเวณขาหนีบใกล้อัณฑะ หรือหัวหน่าว เห็นได้ชัดเจนหากมีการเบ่งอุจจาระ หรือร้องไห้ ซึ่งก้อนนูนอาจยุบลงหากใช้มือดัน หรือในช่วงที่เด็กนอนหลับ ในกรณีที่ไส้เลื่อนติดคาบริเวณขาหนีบ ก้อนนูนจะไม่ยุบหายไป ทำให้เด็กร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด บางครั้งอาจมีอาเจียนร่วมด้วย ซึ่งบ่งบอกว่าเด็กมีภาวะลำไส้อุดตัน
การรักษาไส้เลื่อน
การผ่าตัดเป็นการรักษาไส้เลื่อนที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นเพียงการผ่าตัดปิดช่องผนังหน้าท้องส่วนที่อวัยวะเคลื่อนตัวออกมาเท่านั้น จึงไม่น่ากลัวอย่างที่คิด เพราะไม่ใช่การผ่าตัดเปิดช่องท้องหรือเป็นอันตรายต่ออวัยวะที่มีปัญหา นอกจากนี้ยังใช้เวลาไม่นานเพียง 30-45 นาที หากเด็กฟื้นตัวได้เร็วก็สามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียว ยกเว้นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด เด็กอายุไม่ถึง 3 เดือน หรือเด็กที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อดูอาการหลังผ่าตัดต่ออีก 1-2 วัน เพราะคอยดูแลอาการแทรกซ้อนอย่างใกล้ชิดโดยแพทย์
ข้อดี ของการผ่าตัดปิดถุงไส้เลื่อนคือช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากภาวะไส้เลื่อนติดคา (Incarcerated Hernia) ซึ่งพบได้บ่อยถึง 12-17% โดยเฉพาะในเด็กทารกแรกเกิด เนื่องจากขนาดวงแหวนขาหนีบมีขนาดเล็กกว่าเด็กโต คล้ายคอขวดเล็กๆ จึงติดคาได้ง่ายกว่า เมื่อเกิดภาวะนี้เด็กจะมีอาการอาเจียน ท้องอืด ลำไส้เน่า หรือเสียชีวิตได้หากปล่อยไว้นานหลายวันโดยไม่ได้รับการรักษา แต่ภาวะนี้ก็สามารถป้องกันได้หากผู้ปกครองสามารถปฐมพยาบาลโดยดันลำไส้กลับเข้าไปในท้องได้ก่อนลำไส้จะเน่า อ่านเพิ่มเติม

เมื่อลูกไส้ติ่งอักเสบ

ไส้ติ่งอักเสบ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กในทุกช่วงอายุก็สามารถเป็นไส้ติ่งอักเสบได้เช่นกัน สำหรับเด็กเมื่อมีอาการไส้ติ่งอักเสบอาจไม่สามารถบอกได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ทำให้การวินิจฉัยล่าช้าจนมีอาการรุนแรงขึ้นถึงขั้นไส้ติ่งแตกได้ พ่อแม่จึงต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดเมื่อเด็กมีอาการปวดท้อง และรีบมาพบแพทย์
ทำไมถึงเกิดการอักเสบของไส้ติ่งได้
ประมาณ 80% พบว่าอาการไส้ติ่งอักเสบเกิดจากต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ส่วนโคนไส้ติ่งมีภาวะบวมขึ้นมา ทำให้โพรงไส้ติ่งเกิดอุดตัน และอีกประมาณ 20% พบว่าเกิดจากการมีเศษอุจจาระตกลงไปในโพรงไส้ติ่งจนทำให้เกิดการอุดตัน ซึ่งการอุดตันนี้แหละที่ทำให้เกิดเป็นภาวะ “ไส้ติ่งอักเสบ”
แพทย์เพื่อทำการรักษา ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนได้
อาการไส้ติ่งอักเสบของเด็ก
อาการของไส้ติ่งอักเสบในเด็กนั้นจะสังเกตค่อนข้างยาก เนื่องจากการสื่อสารบอกเล่าถึงอาการที่เกิดขึ้นของเด็ก ไส้ติ่งอักเสบในเด็กจะมีอาการแตกต่างกับผู้ใหญ่ บางครั้งจะมีอาการคล้ายโรคอื่นๆ แต่สามารถสังเกตอาการไส้ติ่งอักเสบได้ดังนี้
• เบื่ออาหาร หรือไม่กินนม ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน เด็กบางคนจะงอแงร้องกวนผิดปกติ เนื่องจากไม่สบายท้อง
• บางรายอาจมีอาการถ่ายเหลวโดยไม่ทราบสาเหตุ
• บางครั้งอาจปวดท้องจนตัวงอ โดยจะปวดมวนท้องอยู่ตลอดเวลา
• ถ้าคลำบริเวณด้านขวาล่างที่เป็นตำแหน่งของไส้ติ่งแล้วลูกมีอาการเกร็งต้าน แสดงว่าเขารู้สึกเจ็บ
• อาการปวดท้องไม่ลดลงแม้ว่าจะอาเจียน หรือถ่ายออกไปแล้ว ซึ่งต่างจากโรคติดเชื้อในกระเพาะอาหาร หรือลำไส้
• มีไข้ ซึ่งเป็นอาการเด่นชัดของไส้ติ่งอักเสบในเด็ก
• ในกรณีที่ไส้ติ่งเกิดการแตกทะลุ อาการปวดก็จะแพร่กระจายไปตำแหน่งอื่นๆ ของช่องท้อง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ อ่านเพิ่มเติม

ภาวะมีบุตรยาก

ในปัจจุบันนี้ปัจจัยที่ทำให้แต่ละครอบครัวมีบุตรยาก คือ การแต่งงาน ช้าลง หรือพร้อมที่จะมีลูกเมื่อมีอายุที่มากขึ้นโดยเฉพาะผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปี กลุ่มนี้จะมีบุตรได้ยากขึ้น เนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น คุณภาพและปริมาณไข่ในรังไข่ที่ลดลงตามอายุที่มากขึ้น นอกจากนั้นปัจจัยอื่นๆ ด้านสุขภาพ ปัจจัยด้านพฤติกรรม เช่น ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่จัด ความเครียด ล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาของการมีบุตรยาก
ภาวะมีบุตรยาก คือการที่คู่สมรสแต่งงานกันมา 1 ปี และมีเพศสัมพันธ์สม่ำเสมอ 3-4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ โดยไม่มีการคุมกำเนิดแล้วไม่มีการตั้งครรภ์เกิดขึ้นในหญิงที่อายุ 35 ปีหรือมากกว่า 35 ปี เราให้เวลาแค่ 6 เดือน เท่านั้น แสดงว่ามีปัญหาของการมีบุตรยาก แต่หากคู่สมรสมีความกังวลต้องการจะมีบุตร ก่อน การแต่งงาน สามารถปรึกษาแพทย์โดยไม่ต้องรอถึง 1 ปี โดยเฉพาะหญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปนาน เพราะอายุที่มากขึ้น มีผลต่ออัตราความสำเร็จ ควรมาพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์ให้กับคำว่าครอบครัวด้วย “ ลูกน้อยน่ารักของคุณ ”
การรักษาภาวะมีบุตรยาก
สาเหตุของภาวะมีบุตรยาก พบว่าเกิดจากฝ่ายหญิง ประมาณ ร้อยละ 30-40 ฝ่ายชาย ร้อยละ 30-40 ประมาณร้อยละ 10-20 พบปัญหาทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน นอกจากนั้น ร้อยละ 10 -20 ยังเป็นกลุ่มที่ไม่ทราบสาเหตุ
ขั้นแรกควรเข้ามาพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับภาวะการมีบุตรยากเพื่อหาสาเหตุ โดยแพทย์จะทำการซักประวัติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของคู่สมรส และทำการตรวจประเมินความผิดปกติของมดลูก รังไข่ของฝ่ายหญิง ด้วยการทำอัลตร้าซาวด์ ส่วนฝ่ายชายตรวจเพียงคุณภาพของอสุจิเท่านั้น ในเวลาเพียง 1-2 ชั่วโมง เราก็จะทราบผลรวมถึงวิธีการ และขั้นตอนต่างๆ ในการรักษาโดยละเอียด
ขั้นตอนในการรักษาเป็นอย่างไร
หลังจากตรวจหาสาเหตุโดยละเอียดแล้วหากพบสาเหตุ ก็จะทำการรักษาที่สาเหตุหนักก่อน แต่หากไม่ทราบสาเหตุ หมายถึงผลการตรวจของคู่สมรสอยู่ในเกณฑ์ปกติ แพทย์มักจะแนะนำขั้นตอนการรักษาดังนี้คือ
• ให้มีเพศสัมพันธ์เองโดยใช้ชุดตรวจการตกไข่ เพื่อกำหนดวันตกไข่ที่ชัดเจน และแม่นยำ อ่านเพิ่มเติม

ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF (IN-VITRO FERTILIZATION)

การทำเด็กหลอดแก้ว เหมาะกับคู่สมรสที่มีปัจจัยส่งผลให้มีบุตรยาก ได้แก่ ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน, เยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่, ท่อนำไข่อุดตันหรือถูกทำลาย, มีภาวะไม่ตกไข่หรือไข่ตกช้าเนื่องจากภาวะหรือโรคบางอย่างที่ทำให้ระบบฮอร์โมนผิดปกติไป และฝ่ายชายมีปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพของอสุจิ ได้แก่ จำนวนน้อย รูปร่างผิดปกติ เคลื่อนที่ไม่ดี เป็นต้น

ก่อน การทำเด็กหลอดแก้ว
• คู่สมรสควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนให้มีคุณภาพ คือเข้านอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม และควรนอนอย่างน้อย 7-8 ชั่วโมง ทานอาหารที่มีประโยชน์ เพิ่มผักและผลไม้ หากสูบบุหรี่ หรือดื่มสุราควรงด
• คู่สมรสจะได้รับคำอธิบายให้เข้าใจถึงขั้นตอนการทำ อัตราความสำเร็จ และความเสี่ยงของการทำเด็กหลอดแก้ว หากไม่เข้าใจควรสอบถามแพทย์เพิ่มเติมก่อนเริ่มกระบวนการรักษาต่อไป
ขั้นตอนการทำเด็กหลอดแก้ว
1. การกระตุ้นไข่ เริ่มจากการพบแพทย์ ตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมน และทำอัลตร้าซาวด์ พร้อมกับฉีดฮอร์โมนกระตุ้นรังไข่ในวันที่ 2 หรือ 3 ของรอบเดือน จากนั้นแพทย์จะนัดอัลตร้าซาวด์เพื่อดูการเจริญเติบโตของไข่ และตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนเป็นระยะ โดยจะใช้เวลาในขั้นตอนนี้ประมาน 8-10วัน
2. การเก็บไข่ หลังจากมีการกระตุ้นไข่ด้วยฮอร์โมนจนไข่เจริญเติบโตจนได้ขนาดตามต้องการ แพทย์จะทำการเจาะเก็บไข่จากรังไข่ โดยใช้เข็มดูดผ่านทางช่องคลอด และใช้อัลตร้าซาวด์ช่วยบอกทิศทาง แพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึกระยะสั้นทางหลอดเลือด หรือวางยาสลบ เพื่อป้องกันความรู้สึกเจ็บปวดระหว่างทำใช้เวลาเก็บไข่ ไม่เกิน 20-30 นาที
ในขณะเดียวกัน ฝ่ายชายจะต้องเก็บอสุจิใส่ภาชนะที่แพทย์เตรียมให้ เพื่อนำมาคัดแยกเฉพาะอสุจิที่สมบูรณ์นำมาผสมกับไข่ในห้องทดลอง และตรวจดูการปฏิสนธิต่อไป กรณีที่ฝ่ายชายมีน้ำเชื้อน้อย หรือคุณภาพของอสุจิน้อยกว่ามาตรฐานมาก ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่ไข่จะไม่ได้รับการผสม ควรใช้วิธีการคัดเลือกอสุจิเพียงตัวเดียวฉีดเข้าไปในไข่ โดยไม่ต้องรอให้ปฏิสนธิกันเองเรียกวิธีนี้ว่า อิ๊กซี่ (ICSI, Intracytoplasmic Sperm injection)
3. การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน เมื่อเกิดการปฎิสนธิไข่กับอสุจิจนเป็นตัวอ่อนแล้ว จะเลี้ยงตัวอ่อนในห้องปฏิบัติการต่อจนเจริญเติบโต แบ่งเซลล์เป็น 6 – 8 เซลล์ ใช้เวลาประมาณ 3 วันหลังปฏิสนธิ และเจริญเติบโตเข้าสู่ระยะบลาสโตซีสต์ ใช้เวลาประมาณ 5 วันหลังปฏิสนธิ
4. การย้ายตัวอ่อน คือการนำตัวอ่อนย้ายเข้าโพรงมดลูกด้วยการใส่เครื่องมือทางช่องคลอด เหมือนกับการตรวจภายใน ขั้นตอนนี้ไม่ต้องให้ยาระงับปวด หรือยานอนหลับ การใส่ตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูก อาศัยเครื่องอัลตร้าซาวด์ในการบอกตำแหน่งที่เหมาะสมที่จะว่างตัวอ่อนในโพรงมดลูก ปกติแล้วเราย้ายตัวอ่อนได้ 2 ระยะคือตัวอ่อนอายุ 3 หรือ 5 วัน ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที อ่านเพิ่มเติม