Bait is a 2012 It was directed by Kimble

Bait 3D

Bait is a 2012 Australian-Singaporean 3D horror film. It was directed by Kimble Rendall based on the screenplay by John Kim and Russell Mulcahy. It featured Sharni Vinson, Phoebe Tonkin, Xavier Samuel, Julian McMahon, Cariba Heine and Alex Russell.

A year later, Josh walks to the supermarket where he now works. As he gets there, 2 people in a car – Doyle and Kirby – are discussing a robbery. They drive into the car park where Kyle and Heather are parked for a make-out session, with Heather’s dog, Bully, sitting in the back seat. Meanwhile, in the supermarket, Jaime begins to shoplift and is subsequently chased by a security guard. She hides in the delivery room where she meets her boyfriend Ryan. Ryan’s boss Jessup walks in with the security guard and tells Jaime he has called the police. He also fires Ryan.

On the floor, Josh is stocking shelves with Naomi when he sees Tina with her new best friend Steven. Just as he’s about to engage in a conversation with her, Jessup steps up and tells Josh to go clean himself up. Meanwhile, a police officer, Todd, arrives, and is revealed to be Jaime’s dad.



This drama is a warm and educational family drama about a 33 year

ซีรี่ย์เกาหลี Brilliant Heritage ซับไทย Ep.1-122 (จบ) – ซีรีย์เกาหลี ละครเกาหลี ซีรี่ย์เกาหลี ซีรีย์เกาหลีซับไทย ซีรีย์ฝรั่งซับไทย USA Series ซีรีย์ญีปุ่น ซีรีย์จีน Netflix ซีรี่ย์VIU ดูซีรีย์เกาหลีซับไทย เรื่องย่อซีรีย์เกาหลี ดูซีรีย์ซับไทยออนไลน์ฟรี ...

Production Credits

Production Company: KBS Drama Production
Director: Kim Hyung Il
Screenwriter: Kim Kyung Hee

A romance and family story found within a war for a brilliant heritage.
Yeongbae has lived for 80 years selling cold noodles, working solely for his children without a single day of rest. One day, he almost died but his children care nothing for his well-being and only about his legacy. Seeing that, Yeongbae decides not to leave a single cent for his children. Gye-ok, a breadwinner of her family, has done nothing but work for her stepmother and stepsiblings. Yeongbae suggests a fake marriage with her in order to get revenge on his children, and Gye-ok accepts. The sons start to rebel, knowing that their father’s marriage will result in them losing their inheritance. In response to this, Gye-ok tries to make a better version of those four sons.

Bu Yeongbae (cast. Park Inhwan)
Through an unfortunate event, he’s completely betrayed by his children. He decides to have a fake marriage with Gye-ok in order to get revenge on his children. He’s relieved to see his sons fall into shock, as he had expected. But Gye-ok starts to get closer with his son Seorak. The fake marriage is about to end.

Gong Gye-ok (cast. Kang Sejung)
She’s a determined family head who will do anything for the family that has been there for her when she was almost alone. While Gye-ok doesn’t have a house or money and is in a predicament, an old millionaire man, Yeongbae, appears before her. Through her agreement to a fake marriage, she’s left with four sons who are all handsome yet troublemakers. She continues to get into fights with the third son, Seorak… But one day, she learns of his pains and secrets and starts to have feelings for him.



SBS drama ‘Delayed Justice’

Director Kwak Jeong-hwan (center) poses with the cast of “Delayed Justice” before an online press conference on Tuesday (SBS)

Also, I was able to see both the fun aspect and the message of the drama,” said Bae.
While the drama deals with heavy subject matter, there are many lighthearted elements to keep viewers entertained.

“I think it’s meaningful for a drama to contribute to society,” said Kwak.  In that aspect, ‘Delayed Justice’ is a superb drama.”



Birds of Prey (2020) ฮาร์ลีย์ ควินน์ ผู้เริดเชิด

Birds of Prey จัดจ้านด้าน DC ยืนหนึ่งเรื่องความเริด! ฮาร์ลีย์ ควินน์ นำทีมฟาดบน 2 โปสเตอร์สุดเริด

Directed by Cathy Yan (Dead Pigs) Birds of Prey  from a script by Christina Hodson (Bumblebee), the film is based on characters from DC. The film’s executive producers are Walter Hamada, Galen Vaisman, Geoff Johns, Hans Ritter and David Ayer.

Joining Yan behind the scenes was a creative team comprised of director of photography Matthew Libatique (A Star Is BornVenom); production designer K.K. Barrett (Her); editor Jay Cassidy (American HustleSilver Linings Playbook) and editor Evan Schiff (John Wick Chapters 2 & 3); and costume designer Erin Benach (A Star Is Born). The music is by Daniel Pemberton (Spider-Man: Into the Spider-Verse).



Algernon Ni Hanataba Wo

Also known as: Flowers for Algernon

Due to this drama, I started to discover that I am not the biggest fan of Kuriyama Shiraki and I definitely do not like her character, Mochizuki Haruka, in the drama. She was the only reason why I thought of take down one star. Haruka is part of the science team who are working on a medicine to cure mental disabilities. She is unprofessional in her work and should have been removed

I feel that about Sakuto and Haruka’s relationship at one moment scriptwriters forgot to develop it any further. You can see everything very clearly when it comes to Sakuto – how and when there are changes, but I feel that Haruka is just “one moment this, other moment that” and it does not make me feel that her feelings were earnest or true. From the start of everything, Haruka has been having her eyes on Hachisuka-sensei who is the lab leader.




The dealer then deals out the cards face up—two each for the player and banker—and whichever hand totals closest to nine wins. If you’ve bet on the player hand and it has the closest to nine, the winnings are simply double what you bet.

If you’ve bet on the banker hand and it wins, it pays 95 percent of your wager.When the cards dealt are greater than nine, you have to add the two together and drop the one (or two) to get the value.

For example, a hand of nine and seven cards dealt would add up to 16, and with the first digit dropped, the value in the game is six.




1. การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น
        โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Computer Programming) คือ ชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการและความถูกต้อง เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับสั่งให้คอมพิวเตอร์พิมพ์เอกสาร โปรแกรมสำหรับวาดภาพ เป็นต้น
        การเขียนโปรแกรม (Programming) คือ การเขียนชุดคำสั่งด้วยภาษาโปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการ และสามารถทำงานได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นการกำหนดขั้นตอนให้กับคอมพิวเตอร์ทำงานตามลำดับและรูปแบบที่กำหนดไว้
1.1 หลักการเขียนโปรแกรม
        การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ผู้เขียนโปรแกรมจะต้องเลือกใช้ภาษาโปรแกรมที่เหมาะสม รวมถึงต้องเข้าใจโครงสร้างและไวยากรณ์ของภาษาโปรแกรมนั้นๆ
        1. การกำหนดและวิเคราะห์ปัญหา (Analysis the problem) ผู้เขียนโปรแกรมต้องกำหนดปัญหาและต้องทำความเข้าใจปัญหา โดยการวิเคราะห์ปัญหาซึ่งเ้นสิ่งที่นักพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควรกระทำก่อนเสมอ เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น และค้นหาวัตถุประสงค์ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การวิเคราะห์ปัญหามีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
                1) กำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์
                2) กำหนดลักษณะข้อมูลนำเข้า โดยกำหนดว่ามีข้อมูลนำเข้าอะไร เป็นข้อมูลชนิดใด และนำเข้าอย่างไร พร้อมทั้งกำหนดตัวแปลและประเภทของตัวแปรสำหรับข้อมูลนั้นๆ
                3) กำหนดลักษณะข้อมูลนำออก โดยกำหนดว่ามีข้อมูลนำออกอะไรบ้าง เป็นข้อมูลประเภทใด และนำออกอย่างไร พร้อมกำหนดตัวแปลและประเภทของตัวแปลสำหรับข้อมูลนำออกนั้นๆ
                4) กำหนดวิธีการประมวลผลหรือวิธีการคำนวณ เพื่อใช้แก้ปัญหาตามวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การแก้ปัญหานั่นมีวิธีการประมวลผลได้หลายวิธี โดยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและผู้วิเคราะห์
2. การออกแบบโปรแกรม (Design a program) เป็รการออกแบบการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือขั้นตอนในการแก้ปัญหา รวมทั้งหน้าจอการทำงานของโปรแกรม ซึ่งผู้ออกแบบสามารถเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมมาช่วยในการออกแบบได้ โดยแยกการออกแบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
                1) การออกแบบอัลกอริทึม (Algorithm) คือ การออกแบบลำดับขั้นตอนการทำงานก่อนและหลังของโปรแกรม โดยสามารถเลือกเขียนได้ 3 ลักษณะ ดังนี้
                    – ภาษาธรรมชาติ (Natural Language) คือ การบรรยายขั้นตอนการทำงานของอัลกอริทึมใดๆโดยใช้ภาษามนุษย์ เพื่ออธิบายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานของอัลกอริทึมตามลำดับการทำงานก่อนหลัง
                    – รหัสจำลอง (Pseudo Code) รูปแบบภาษาที่มีโครงงสร้างชัดเจน กระชับ เพื่อใช้อธิบายขั้นตอนการทำงานของอัลกอริทึมใดๆโดยไม่ขึ้นกับภาษาโปรแกรมใดภาษาหนึ่งและสามารถแปลงรหัสจำลองเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ได้ง่าย โดยรหัสจำลองสามารถใช้รูปแบบคำสั่งที่เป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยก็ได้ อีกทั้งสามารถใช้คำสั่งเฉพาะที่มีอยู่ในภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาช่วยในการเขียนรหัสจำลองได้
                    – ผังงาน (Flowchart) เป็นการใช้แผนภาพสัญลักษณ์เพื่อแสดงลำดับขั้นตอนการทำงาน ซึ่งช่วยลำดับแนวคิดในการเขียนโปรแกรม เรียกว่า program flowchart เป็นวิธีที่นิยมใช้เพราะทำให้เห็นภาพในการทำงานของโปรแกรมซึ่งง่ายกว่าการใช้ข้อความ และเมื่อมีข้อผิดพลาด สามารถดูจากผังงานจะทำให้การแก้ไขหรือปรับปรุงโปรแกรมทำได้ง่ายขึ้น
            2) การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ (User Interface) การออกแบบหน้าจอการทำงานของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จะต้องออกแบบให้ใช้งานง่าย สะดวก ไม่ซับซ้อน และต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก มีชื่อโปรแกรม ในกรณีที่ผู้ใช้งานต้องใส่ข้อมูลใดๆผ่านทางหน้าจอควรมีข้อความกำกับที่สั้น กระชับ และควรมีข้อความแสดงผลลัพธ์ที่ได้ออกมาหลังจากโปรแกรมประมวลผลแล้วทั้งนี้ การออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ที่ดี คือ ก่ีที่ผู้ใช้งานสามารถใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นได้ทันที โดยใช้คู่มือการใช้งานน้อยที่สุด
            3) การเขียนโปรแกรม (Coding) เป็นขั้นตอนการเขียนชุดคำสั่งด้วยภาษาโปรแกรม เพื่อพัฒนาหรือสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้สามารถทำงานได้ตรงตามความต้องการ โดยเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้น ผู้เขียนจะต้องเขียนชุดคำสั่งตามโครงสร้าง (Structure) และไวยากรณ์ (Syntax) ของภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เลือกใช้ โดยชุดคำสั่งที่ได้จากขั้นตอนการเขียนโปรแกรมนี้ เรียกว่า ซอร์สโค้ด (Source Code)
การเขียนโปรแกรมมีขั้นตอน ดังนี้
                1) เขียนคำสั่ง (Coding) คือ ขั้นตอนการเขียนชุดคำสั่งให้ถูกต้องตามโครงสร้างและไวยากรณ์ของแต่ละภาษาโปรแกรม
                2) แปลภาษา (Compile) คือขั้นตอนการแปลชุดคำสั่งจากคำสั่งที่เขียนขึ้นมาจาก 1) ให้เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ โดยภาษาโปรแกรมแต่ละภาษาจะมีโปรแกรมสำหรับแปลชุดคำสั่งเรียกว่า คอมไพเลอร์ (Compiler) ติดตั้งอยู่ในภาษาโปรแกรมนั้นอยู่แล้ว และสิ่งที่ได้จากขั้นตอนการแปลภาษา คือ ไฟล์โปรแกรมที่พร้อมทำงาน
                 3) สั่งให้ไฟล์โปรแกรมทำงาน (Run) คือ การเรียกไฟล์โปรแกรมให้ทำงานตามความต้องการ
การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานนั้นจะประกอบด้วยคำสั่งต่างๆ ดังนี้
                        – คำสั่งการประกาศตัวแปร เพื่อสร้างตัวแปรสำหรับเก็บค่าต่างๆ เช่น ข้อมูลนำเข้า ผลลัพธ์การประมวลผล เป็นต้น
                        – คำสั่งการรับค่า หรือรับข้อมูลนำเข้า เพื่อรับค่าข้อมูลไปประมวลผล
                        – คำสั่งการคำนวณ หรือประมวลผลข้อมูล เพื่อนำข้อมูลที่รับเข้ามาคำนวณหรือประมวลต่างๆ
                        – คำสั่งการแสดงผล หรือข้อมูลนำออก เพื่อแสดงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
            4) การทดสอบโปรแกรม (Testing) เป็นขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของโปรแกรมก่อนนำไใช้งานจริง เพื่อผู้เขียนโปรแกรมสามารถระบุความผิดพลาดของโปรแกรมได้ในกรณีที่โปรแกรมมีจุดผิดพลาดซ่อนอยู่ พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขจุดผิดพลาดของดังกล่าว โดยการเขียนโปรแกรมที่ดีนั้น ผู้เขียนควรทำการทดสอบโปรแกรมทุกครั้งเพื่อให้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำงานได้อย่างถูกต้อง และตรงตามความต้องการของผู้ใช้งาน ซึ่งการทดสอบโปรแกรมเบื้องต้นนั้น ผู้เขียนโปรแกรมสามารถทดสอบได้ด้วยตนเองใน 2 ลักษณะ ดังนี้
                1) Black Box Testing คือ การทดสอบโปรแกรมโดยพิจารณาข้อมูลนำเข้า และความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานของโปรแกรมเป็นหลัก โดยยังไม่พิจารณาการประมวลผลภานในโปรแกรม เปรียบเสมือนกล่องดำที่ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกล่อง
                2) White Box Testing คือ การทดสอบโปรแกรมโดยพิจารณาข้อมูลนำเข้า และความถูกต้องของผลลัพธ์ที่ได้จากการทำงานของโปรแกรม และความถูกต้องของการประมวลผลภายในโปรแกรม เปรียบเสมือนกล่องโปร่งใสที่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายในกล่องได้ ทำให้การทดสอบโปรแกรมลักษณะนี้มีความซับซ้อนมากกว่าการทดสอบ Black Box Testing
1.2 โปรแกรมภาษา C
            1) ประวัติและความเป็นมาของภาษา C
    ภาษา C พัฒนาขึ้นในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1969 – 1973 โดยเดนนิส ริตชี (Dennis Ritchie) แห่ง Bell Lab ซึ่ง ภาษา C มีต้นกำเนิดมาจากภาษา 2 ภาษา คือ ภาษา BCPL และภาษา B และได้รับการรับรองมาตรฐานโดย ANSI ซึ่งภาษา C เป็นโปรแกรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน
            2) คำสั่งและไวยากรณ์พื้นฐาน
                1) จบคำสั่งด้วยเครื่องหมาย ; เสมอ
                2) คำสั่งการประกาศตัวแปร
                รูปแบบ : ชนิดข้อมูล ตัวแปร ; เช่น int width; ตัวแปร width เป็นตัวแปรประเภทเลขจำนวนเต็ม
                3) คำสั่งการรับข้อมูล
                รูปแบบ : scanf (ชนิดตัวแปร ,&ชื่อตัวแปร); เช่น scanf (“%d”, &width); โดย %d หมายถึง ชนิดเลขจำนวนเต็ม
                4) คำสั่งการแสดงผลข้อมูลออกมาทางหน้าจอ
                รูปแบบ : printf (“ข้อความ”) เช่น printf (“Square area is : %d\n”, area);
            3) โครงสร้างภาษา C เบื้องต้น
                1) Preprocessor Directiver : เป็นคำสั่งที่ถูกแปลภาษา (Compile) เป็นอันดับแรกโดยใช้สำหรับเรียกใช้คำสั่งมาตรฐานที่ติดตั้งอยู่ในภาษา C อยู่แล้ว จะต้องเขียนขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย
                2) Gobal Declaration : ใช้สำหรับประกาศตัวแปร หรือฟังก์ชั่นที่สามารถถูกเรียกใช้ได้จากทุกส่วนของโปรแกรม
                3) Main Function : เป็นส่วนที่มีความสำคัญ และจำเป็นต้องมี เนื่องจากเป็นส่วนการทำงานหลัก และเป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของโปรแกรม
                4) User-Defined Function : เป็นส่วนของการเขียนคำสั่ง หรือฟังก์ชันต่างๆ สำหรับใช้ในโปรแกรม ซึ่งเขียนโดยผู้เขียนโปรแกรมเอง
1.3 โปรแกรมภาษา Scratch
            1) ประวัติและความเป็นมาของภาษา  Scratch
    Scratch เป็นเครื่องมือและโปรแกรมภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นมา เพื่อการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในรูปแบบกราฟิก ทำให้สามารถสร้างชิ้นงานได้หลากหลายตามความต้องการ
            2) โครงสร้างของภาษา Scratch เบื้องต้น
ประกอบด้วย 3 ส่วน เป็นองค์ประกอบ ดังนี้
                1) เวที เป็นสถานที่ให้ตัวละครแสดง มีภาพฉากหลังเปลี่ยนแปลงได้ และมีขอบเขตที่แน่นอน เวทีจะมีขนาดความกว้าง 480 pixels สูง 360 pixels โดยในแต่ละโปรเจกต์จะมีเวทีเดียว ชื่อเดียว ไม่สามารถเปลี่ยนชื่อได้
                2) ตัวละคร ตัวละครแต่ละตัวจะมีข้อมูลที่แตกต่างกัน โดยสามารถคลิกที่ภาพตัวละครในพื้นที่แสดงรายการตัวละคร เพื่อจะดูข้อมูลของตัวละครนั้น เช่น ตัวละครปลาทองในโปรเจกต์ Aquarium มีข้อมูลดังตาราง
                3) สคริปต์ คือ ชุดคำสั่งสำหรับตัวละครหรือเวที เพื่อสั่งให้ตัวละครหรือเวทีทำงานตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ โดยการเลือกสคริปต์จากกลุ่มบล็อก ซึ่งแบ่งเป็น 8 กลุ่ม ดังนี้
ตารางแสดงกลุ่มบล็อกการทำงานในโปรแกรม Scratch
1.4 โปรแกรมภาษาไพทอน (Python)
            1) ประวัติและความเป็นมาของภาษาไพทอน
    Python ถูกพัฒนาครั้งแรกเมื่อปี 1989 โดยกิโด ฟาน รอสซัม (Guido van Rossum) โดยโครงสร้างของภาษานั้นจะไม่มีการยึดติดกับแพลตฟอร์มที่ใช้ ไม่ว่าจะเป็น Windows osx Linux ซึ่งการไม่ยึดติดกับแพลตฟอร์ม ทำให้ python เป็น Open Source เต็มรูปแบบที่ใช้พัฒนาได้อย่างอิสระ
            2) โครงสร้างของภาษาไพทอนเบื้องต้น
                1) คอมเมนต์หริอการประกาศตัวแปรภาษา
                2) การนำเข้าไลบรารี หรือคลาสของไพทอนมาใช้
                3) ประกาศตัวแปร ฟังก์ชัน และคำสั่งควบคุมการทำงาน
1.5 โปรแกรมภาษาจาวา (Java)
            1) ประวัติและความเป็นมาของภาษาจาวา

    ภาษาจาวา เป็นภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1991 เป็นภาษาที่พัฒนาขึ้นมาโดย เจมส์ กอสลิง (James Gosling) และวิศวกรคนอื่นๆ ที่บริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการกรีน (the Green Project) ภาษาได้รับการออกแบบให้มีรูปแบบทางภาษาเหมือนภาษา C โดยมีคำกล่าวว่าเป็น “Write Once,Run Anywhere”เขียนเพียงครั้งเดียวและสามารถนำไปรันได้บนทุกแพลตฟอร์ม

            2) โครงสร้างของภาษาจาวาเบื้องต้น
                1) import คือ ส่วนของการเรียกใช้งานคลาสที่อยู่ต่างแพ็กเกจ
                2) package คือ ส่วนการระบุตำแหน่งหรือที่อยู่ของคลาส
                3) class คือ ส่วนของการเขียนคำสั่งการทำงานของโปรแกรม
            3) ข้อดีของภาษาจาวา
                1) ภาษาจาวา เป็นภาษาสนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์ ซึ่งเหมาะสำหรับพัฒนาระบบที่มีความซับซ้อน การพัฒนาโปรแกรมแบบวัตถุจะช่วยให้เราสามารถใช้คำ หรือชื่อต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบงานนั้นมาใช้ในการออกแบบโปรแกรมได้ ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
                2) โปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยใช้ภาษาจาวา จะมีความสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่าง ไม่จำเป็นต้องดัดแปลงแก้ไขโปรแกรม
                3) ภาษาจาวา มีความซับซ้อนน้อยกว่าภาษา C++ เมื่อเปรียบเทียบ code ของโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษาจาวากับ C++ พบว่า โปรแกรมที่เขียนโดยภาษาจาวา จะมีจำนวน code น้อยกว่าโปรแกรมที่เขียนโดยภาษา C++ ทำให้ใช้ง่ายได้ง่ายกว่าและลดความผิดพลาดได้มากขึ้น
                4) ภาษาจาวาถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูงตั้งแต่แรก ทำให้โปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยจาวามีความปลอดภัยมากกว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้น
                5) มี IDE application sever และ library ต่างๆมากมาย โดยสำหรับการใช้งานโปรแกรมภาษาจาวาสามารถใช้งานโดยไม่เสียค่าใช้จ่า
            4) ข้อเสียของภาษาจาวา
                1) ทำงานได้ช้ากว่า native code หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอื่น เช่น C หรือ C++ ทั้งนี้ เพราะว่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาจาวา จะถูกแปลงเป็นภาษากลางก่อน แล้วเมื่อโปรแกรมทำงาน คำสั่งของภาษากลางจะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเครื่องอีกทีหนึ่งครั่งละคำสั่ง (หรือกลุ่มของคำสั่ง) ทำให้ทำงานช้ากว่า native code ซึ่งอยู่ในรูปของภาษาเครื่องแล้วตั้งแต่ compile โปรแกรมที่ต้องการความเร็วในการทำงานจึงไม่นิยมเขียนด้วย JAVA
                2) tool ที่มีในการใช้พัฒนาโปรแกรมจาวา มักไม่ค่อยทันสมัย ทำให้หลายอย่างโปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนทำเอง ทำให้เสียเวลาทำงานในส่วน tool ทำไม่ได้ ถ้าเราดู tool ของ Microsoft จะใช้งานง่ายกว่า และพัฒนาได้เร็วกว่า
1.6 รูปแบบการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์
    การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผู้เขียนโปรแกรมต้องเข้าใจหลักการในการเขียนแต่ละรูปแบบ ซึ่งจะทำให้สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาโปรแกรมต่างๆ ได้ง่ายขึ้น ภาษาโปรแกรมแต่ภาษาจะมีลักษณะหรือรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกัน การเลือกภาษาโปรแกรมหรือภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาเขียนโปรแกรมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ความเหมาะสมของโปรแกรมกับลักษณะงานที่จะนำไปใช้ การทำงานร่วมกันได้กับโปรแกรมอื่นๆ หรืออาจเป็นความถนัดของแต่ละคน เป็นต้น โดยภาษาโปรแกรมในปัจจุบันมีรูปแบบการเขียนโปรแกรมขั้นต้น 3 รูปแบบ แบ่งตามโครงสร้าง ดังนี้
            – โครงสร้างการทำงานแบบเรียงลำดับ (sequence structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการทำงานเป็นลำดับขั้นตอน ไล่เรียงลำดับกันไปเหมือนเส้นตรง ไม่มีการข้ามขั้นตอน ไม่มีการย้อนกลับไปทำงานเดิมที่ทำซ้ำไปแล้ว หรือไม่มีการตัดสินใจเพื่อเลือกทำงานใดๆ
            – โครงสร้างการทำงานแบบเลือกทำหรือมีเงื่อนไข (condition structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการตัดสินใจ มีทางเลือกให้เลือกกระทำ  โดยแต่ละทางเลือกจะมีเงื่อนไข ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบเงื่อนไขนั้นๆก่อน จึงจะสามารถทำงานในทางเลือกนั้นได้ ทั้งนี้ ภายในโปรแกรมคอมพิวเตอร์อาจมีการตัดสินใจเช่นนี้อยู่หลายจุด เรียกโครงสร้างการทำงานลักษณะนี้ว่า selection หรือ condition
            – โครงสร้างการทำงานแบบทำซ้ำ (iteration structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการทำงานเดิมซ้ำๆ โดยมีเงื่อนไขเพื่อกำหนดจำนวนรอบในการทำงานซ้ำ ซึ่งการทำงานแบบทำซ้ำมี 3 ประเภท คือ การทำงานแบบทำซ้ำตามจำนวนรอบที่ระบุ การทำงานแบบทำซ้ำในขณะที่มีเงื่อนไขเป็นจริง การทำงานทำซ้ำจนกระทั่งเงื่อนไขเป็นจริง



5 เทคนิค แท็คทีม Marketing กับ Design ให้ทำงานบรรลุเป้าหมายธุรกิจ

result for marketing

การทำงานของทั้งทีม Marketing และทีม Design ควรจะมีการกำหนดเป้าหมายร่วมกัน นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่า “ผลลัพธ์”

หากทีม Marketing คิด Copy หรือ Content ออกมาสวยหรู อ่านแล้วว้าวสุดๆ แต่สุดท้ายไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ตั้งไว้ Copy ตัวนี้เราถือว่า…ล้มเหลว

เช่นกัน Artwork ที่ออกแบบมาสวยสุดๆ ใครไถ Feed ก็เป็นอันต้องหยุดดู แต่กลับไม่สื่อสารว่าขายของอะไร หรือต้องการให้ Audience ทำอะไรต่อ ก็ถือว่าเป็น Design ที่ล้มเหลวเช่นกัน เพราะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ใดๆ กับธุรกิจหรือโปรเจกต์นั้นๆ เลย

ดังนั้น เราจึงควรตกลงกันตั้งแต่แรกว่าเราจะยึดเอาผลลัพธ์ที่ต้องการเป็นที่ตั้ง รวมถึงพูดคุยกันให้เข้าใจว่าต้องการอะไร


ทำอะไร เช่น ภาพ Featured Image
ปรากฏที่ใด เช่น ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ และปรากฏเป็น Card บน Facebook
เพื่ออะไร/ผลลัพธ์คืออะไร เช่น เพื่อให้คนสนใจอยากคลิกอ่านบทความ
ถ้าทั้งทีม Marketing และทีม Design มีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจน เห็นภาพเดียวกัน การตัดสินใจอะไรก็ตามก็จะ Based on ผลลัพธ์ที่จะได้รับเป็นสำคัญ โดยไม่เอาสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์เข้ามาเป็นโจทย์ในการทำงาน หรือเป็นเรื่องที่ต้องคุย

2.อธิบาย อธิบาย อธิบาย
“การบรีฟงานให้ Designer ≠ การส่ง Reference ให้แล้วบอกว่า นี่ล่ะสิ่งที่ต้องการ”

แม้ว่า Designer ที่พอมีประสบการณ์การทำงานจะสามารถส่งงานให้คุณได้แบบที่คุณต้องการแหละ แต่มันก็อาจจะเป็นการยากที่คุณจะได้สิ่งใหม่ เพราะคุณดันไปคิด Solution ให้เขาไปหมดแล้ว

การบรีฟหลวมๆ ไม่ละเอียดแบบนี้ กลับกลายเป็นการสร้างกรอบให้ทีม Design แบบไม่รู้ตัว

หากคุณต้องการงานที่ตอบโจทย์ แต่ไม่ได้ต้องการ Solution แบบเดิมๆ การสร้าง Brief ที่อธิบายที่มาที่ไปและลงรายละเอียดให้มากที่สุดจะช่วยทำให้คุณสามารถไปถึงเป้าหมายนั้นได้

ตัวอย่างหัวข้อที่ Marketer ควรอธิบายในบรีฟ

Tone of voice
สิ่งที่ต้องส่งมอบ เช่น สกุลไฟล์ ขนาดของไฟล์
Resource หรือข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติม


เรามักจะเห็นการสื่อสารในธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบรีฟงาน หรือใน Presentation ที่เต็มไปด้วยข้อความเต็มพรืดไปหมดได้บ่อยๆ

การสื่อสารด้วยข้อความนั้นไม่ผิด เพียงแต่ว่าในบางครั้ง การใช้ภาพนั้นช่วยทำให้ทั้งคนสื่อสารและคนรับสารสามารถเข้าใจกันได้มากกว่า (โดยเฉพาะเมื่อคนรับสารของคุณคือ มนุษย์ Designer ที่ส่วนมากมักจะถนัดเรื่องของ Visual มากกว่า Text อยู่นิดหน่อย)


  • การบรีฟด้วยข้อความ (Text)

“ขอรูปคนยิงธนูใส่คนสื่อถึงการยิงแอดบน Facebook”

เมื่อลองจินตนาการดู ภาพในหัวเป็นได้หลายแบบมากๆ และเชื่อว่าภาพในหัวของบางคนอาจจะมีเลือดหยดก็เป็นได้

  • การบรีฟด้วยภาพ (Visual)

“อยากให้ Symbolize การยิงแอดด้วยภาพยิงธนูไปที่คนค่ะ (ส่วนตัวคิดว่าน่าจะดีกว่ายิงปืน) ลองดูตัวอย่างจากภาพ reference ที่แนบมาให้นะคะ”

ตัวอย่างงาน Featured Image ที่ทีมคอนเทนต์ของ Content Shifu บรีฟให้กับดีไซเนอร์ ของบทความ “ยิง Facebook Ads ‘ให้เจอเป้าหมายที่ใช่’ฯ” ซึ่งนอกจากรูป Reference แล้ว ทีมคอนเทนต์ก็ได้บรีฟ Text ระบุความต้องการเอาไว้ด้วย

เมื่อใช้รูปในการสื่อสาร ภาพในหัวของทั้งผู้บรีฟและผู้รับบรีฟก็จะใกล้เคียงกัน คุณอาจจะไม่ต้องถึงกับลงมือวาด แต่ลองพยายามสักนิด หา Visual มาคุยกับเหล่าดีไซเนอร์สักหน่อย รับรองว่างานที่ได้จะไม่ไกลจากความตั้งใจ


จุดบอดที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง Design กับ Marketing ก็คือ การขาดการสื่อสารในเรื่องของผลลัพธ์หรือ Feedback ที่ได้รับจากลูกค้า

“ข้อมูลคือพลัง ข้อมูลคืออำนาจ” คำกล่าวนี้เป็นจริงเสมอ ในโลกของการตลาด และการออกแบบก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน แต่น่าเสียดาย ที่หลายๆ ครั้ง ข้อมูลเหล่านั้นมักไม่ได้ถูกเอามาใช้วิเคราะห์ และแชร์ให้กับคนทำงานในทีม

ทุกวันนี้ การทำการตลาดมีเครื่องมือที่ช่วยวัดประสิทธิภาพและผลลัพธ์อย่างมากมาย ทั้งในเชิงคุณภาพ เช่น ความพึงพอใช้ของลูกค้า/ผู้ใช้งาน และในเชิงบริมาณ เช่น ยอดคลิก ยอดซื้อ ยอด Engagement

ไม่ว่าเราจะออกแบบเว็บไซต์ ทำ Infographic ทำหน้า Landing Page ลง Ads บน Facebook หรือแม้แต่ไปจ้าง Inflencer ให้เขียน Review เราก็สามารถเก็บข้อมูลหรือวัดประสิทธิภาพของสิ่งที่เราทำลงไปได้

สิ่งที่ทีม Marketing ผู้ซึ่งมักจะกุมเอาข้อมูลเหล่านั้นเอาไว้ในมือสามารถทำได้ก็คือ การเก็บข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ แชร์ให้กับทีมงาน ไม่ว่าจะเป็นทีมดีไซเนอร์ ทีมคอนเทนต์ หรือทีมพัฒนาเว็บไซต์ เป็นต้น เพื่อให้ทีมงานได้มีโอกาสเห็นและเข้าใจว่าผลงานที่เขาทำออกมานั้น มันส่งผลลัพธ์อย่างไรต่อลูกค้า เพื่อที่สุดท้ายทั้งทีมจะได้สามารถปรับปรุงพัฒนางานให้ดีขึ้น คุยกันรู้เรื่องมากขึ้นโดยมีพื้นฐานจากข้อมูลจริง


ในรูปคือตัวอย่างการทำ Survey สำรวจความพึงพอใจผู้ใช้เว็บไซต์ใหม่ของ Content Shifu เมื่อตอนที่เรารีแบรนด์เว็บไซต์ใหม่

5. ศึกษาและทำความเข้าใจโลกของอีกฝ่ายเพิ่มขึ้นอีกนิด

เป้าหมายของ Marketing คือการทำให้เกิด Conversion ในแต่ละ Funnel (ซึ่งเท่ากับผลลัพธ์) แม้อยากเสนอความเห็น แต่เพราะขาดความรู้เรื่องของ Design บางครั้งจึงพูดได้แต่ว่า “ขอเด่นๆ โดนๆ” หรือ บางทีไม่ชอบดีไซน์ แต่บอกไม่ได้ว่าเพราะอะไร ซึ่งก็ทำให้การทำงานไปต่อไม่ได้

ส่วนเป้าหมายของ Designer คือการที่กลุ่มเป้าหมายชอบงาน เพราะยิ่งชอบยิ่งโดนยิ่งสนใจยิ่งมีโอกาสซื้อ (ซึ่งเท่ากับผลลัพธ์) แต่เพราะขาดความรู้เรื่องของ Marketing งานที่ออกมาจึงกลายเป็นการให้นำ้หนักกับ Design ในเชิงความงาม (Aesthetic) มากกว่า Design ที่มุ่งเน้นให้เกิดพฤติกรรมและอารมณ์บางอย่าง เช่น กระตุ้นให้เกิดความสนใจ หรือพาให้เขาไปยังขั้นตอนต่อไป เป็นต้น

หากคุณอยากจะเข้าใจอีกฝ่ายอย่างถ่องแท้ สิ่งที่อยากแนะนำให้ทำก็คือการลองสวมบทบาทและเข้าไปอยู่ในโลกของคนคนนั้นดู

ทีม Design ที่อยากจะเข้าใจโลกของการตลาดมากขึ้น ลองใช้คำถามเหล่านี้ถามทีม Marketing ดู

  • ทำไมต้องให้เราทำรูปโปรโมตหลายแบบ ใช้ Artwork เดียวกันไม่ได้หรอ?
  • ทำไมต้องทำ Content เยอะๆ ด้วย?
  • ทำไมต้องมีดีไซน์แบบซ้ำๆ แต่เปลี่ยน Copy เอาไปทำ A/B Testing?
  • ทำไมต้องมี Retargeting ให้วุ่นวาย? เป็นเพราะอะไร?

ทำ marketing online


Peripheral nerve tumors

Schwannoma in the leg
A schwannoma is a type of nerve tumor of the nerve sheath. It’s the most common type of benign peripheral nerve tumor in adults. It can occur anywhere in your body, at any age.
A schwannoma typically comes from a single bundle (fascicle) within the main nerve and displaces the rest of the nerve. When a schwannoma grows larger, more fascicles are affected, making removal more difficult. In general, a schwannoma grows slowly.
If you develop a schwannoma in an arm or leg, you may notice a painless lump. Schwannomas are rarely cancerous, but they can lead to nerve damage and loss of muscle control. See your doctor if you have any unusual lumps or numbness.
To diagnose a schwannoma, your doctor may ask you about signs and symptoms, discuss your medical history, and perform both a general physical and neurological exam. If signs suggest that you could have a schwannoma or other nerve tumor, your doctor may recommend one or more of these diagnostic tests:
  • Magnetic resonance imaging (MRI). This scan uses a magnet and radio waves to produce a detailed, 3-D view of your nerves and surrounding tissue.
  • Computerized tomography (CT). A CT scanner rotates around your body to record a series of images. A computer uses the images to make a detailed view of your growth so that your doctor can evaluate how it may be affecting you.
  • Electromyogram (EMG). For this test, your doctor places small needles in your muscles so an electromyography instrument can record the electrical activity in your muscle as you try to move it.
  • Nerve conduction study. You’re likely to have this test along with your EMG. It measures how quickly your nerves carry electrical signals to your muscles.
  • Tumor biopsy. If imaging tests identify a nerve tumor, your doctor may remove and analyze a small sample of cells (biopsy) from your tumor. Depending on the tumor’s size and location, you may need local or general anesthesia during the biopsy.
  • Nerve biopsy. If you have a condition such as progressive peripheral neuropathy or enlarged nerves that mimic nerve tumors, your doctor may take a nerve biopsy.
Schwannoma treatment depends on where the abnormal growth is located and whether it is causing pain or growing quickly. Treatment options include:
  • Monitoring. Your doctor may suggest observing your condition over time. Observation may include regular checkups and a CT or MRI scan every few months to see if your tumor is growing.
  • Surgery. An experienced peripheral nerve surgeon can remove the tumor if it is causing pain or growing quickly. Schwannoma surgery is done under general anesthesia. Depending on the location of the tumor, some patients can go home the day of surgery. Others may need to stay in the hospital for one or two days. Even after successful removal of the tumor during surgery, a tumor may recur.
  • Radiation therapy. Radiation therapy is used to help control the tumor growth and improve your symptoms. It may be used in combination with surgery.
  • Stereotactic radiosurgery. If the tumor is near vital nerves or blood vessels, a technique called stereotactic body radiation therapy may be used to limit damage to healthy tissue. With this technique, doctors deliver radiation precisely to a tumor without making an incision.
Opportunity to get money at ufabet