Categories
สุขภาพ

กล้วยหอม ลดความอ้วน แถมมีหุ่นที่ดี เอวสลิม

กล้วยหอม มีน้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตสจากธรรมชาติ ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ทำให้เรารู้สึกสดชื่น และมีแรงที่จะนำไปใช้ในการขยับกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ในกล้วยหอมยังมีแร่ธาตุต่างๆ อีกหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังกะสี แมกนีเซียม และโพสแทสเซียม ซึ่งช่วยปรับสมดุลของร่างกาย และลดโอกาสการเป็นตะคริวได้เป็นอย่างดี ไม่เชื่อลองทานกล่วยหอมสักลูกก่อนออกกำลังกาย 15 นาทีดูสิ

Categories
สุขภาพ

10 ผลไม้ลดความอ้วน แคลฯ น้อย กินได้เพลินๆ พุงไม่มาเยือนแน่นอน

พูดได้เลยว่าเป็นผลไม้ที่โด่งดังในวงการ ลดความอ้วน มาก โดยแอปเปิ้ล 100 กรัม ให้พลังงาน 52 แคลอรี่ ด้วยความที่แอปเปิ้ลมีความหวานที่ได้จากธรรมชาติ แถมยังเต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ กินแล้วทำให้ไม่รู้สึกหิวบ่อย เหมาะมากๆ สำหรับสาวๆ ที่ติดทานของจุกจิก

1. แอปเปิ้ล
พูดได้เลยว่าเป็นผลไม้ที่โด่งดังในวงการ ลดความอ้วน มาก โดยแอปเปิ้ล 100 กรัม ให้พลังงาน 52 แคลอรี่ ด้วยความที่แอปเปิ้ลมีความหวานที่ได้จากธรรมชาติ แถมยังเต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ กินแล้วทำให้ไม่รู้สึกหิวบ่อย เหมาะมากๆ สำหรับสาวๆ ที่ติดทานของจุกจิก

2. แตงโม
ผลไม้ฉ่ำน้ำ ต้องยกให้แตงโมไปเลยค่ะ เหมาะมากที่จะทานในหน้าร้อน ทั้งนี้ยังช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ทานแล้วผิวพรรณก็ยังดูชุ่มชื่นอีกด้วย แตงโม 100 กรัม ให้พลังงาน 25 แคลอรี่เท่านั้นเอง

3. แก้วมังกร
แก้วมังกรเพียง 100 กรัม ให้พลังงาน 60 แคลอรี่ ถือว่าไม่เยอะเลย เหมาะสำหรับสาวๆ ที่กำลังอยากจะลดหุ่นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้แก้วมังกรยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยให้ผิวพรรณดูชุ่มชื่น คืนความอ่อนวัยแบบที่ไม่ต้องพึ่งครีมบำรุงเยอะเลยล่ะ

4. มะละกอ
ถ้าพูดถึงผลไม้ที่ช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี คงไม่มีใครไม่คิดถึงมะละกอ แต่นั่นไม่ใช่ประโยชน์เดียวที่มะละกอมี ในมะละกอมีเอนไซม์ที่ช่วยในการย่อยอาหาร และสารสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีน วิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ ที่จะช่วยบำรุงไม่ให้ผิวเสื่อมก่อนวัย แถมยังสามารถสู้กับไขมันส่วนเกินในร่างกายได้อีกด้วย มะละกอ 100 กรัม ให้พลังงาน 13 แคลอรี่เท่านั้นเอง

5. ฝรั่ง
ฝรั่งเพียง 100 กรัม ให้พลังงาน 60 แคลอรี่ และอย่างที่เราทราบดีว่า ในฝรั่งอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นระโยชน์เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น คาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ ที่ทำให้เราอิ่มท้องได้นาน นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี สารต้านอนุมูลอิสระ โพแทสเซียม ที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รับรองว่าว่าทานเจ้าฝรั่งเข้าไป ไม่มีผิวหวัง แถมผิวสดใสขึ้นด้วยนะเธอ

6. สตรอว์เบอร์รี่
สตอเบอร์รี่ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี่ นอกจากแคลจะน้อย สาวๆ สามารถทานได้แบบหายห่วงแล้ว รสชาติยังอร่อย ถูกปาก ขึ้นเป็นผลไม้โปรดในใจของใครหลายๆ คน ทั้งนี้สตอเบอร์รี่ยังมีฮอร์โมนอะดิโปเนกติน (Adiponectin) และฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกาย เริ่ดเวอร์!

7. ส้ม
เมื่อพูดถึงส้ม สาวๆ จะขึ้นถึงวิตามินซี ความฉ่ำน้ำที่กินเข้าไปแล้วยังไงผิวก็สวย อิ่มน้ำแบบธรรมชาติแน่ๆ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่หลายคนยังไม่รู้ก็คือ ส้มเป็นผลไม้ที่แคลฯ น้อยมาก 100 กรัม ให้พลังงาน 42 แคลอรี่เอง เพราะฉะนั้นห้ามพลาดนะจ๊ะ

8. อะโวคาโด
เรามักจะเห็นอะโวคาโดเป็น 1 ในส่วนประกอบของอาหารคลีน หรืออาหารลดน้ำหนักต่างๆ นั่นก็เพราะว่าอะโวคาโดเป็ดกรดไขมันที่ดี ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในอะโวคาโด จะช่วยเพื่อเผาผลาญไขมันอิ่มตัวในร่างกาย มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันร้ายในหลอดเลือด เรียกได้ว่าประโยชน์เพียบ อะโวคาโด 100 กรัม ให้พลังงาน 160 แคลอรี่

9. บลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่เต็มไปด้วยสารอาหารและมีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ มันถูกยกย่องให้เป็นผลไม้เผาผลาญไขมันที่ดี นอกจากนี้ยังมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีแคลอรีต่ำแถมยังหวานแบบมีประโยชน์ เส้นใยในผลเบอร์รี่ช่วยให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน และยังมีวิตามินแร่ธาตุ สารต่อต้านอนุมูลอิสระ บลูเบอร์รี่เพียง 100 กรัม ให้พลังงาน 57 แคลอรี่

10. กล้วยหอม
เคยได้ยินที่เขาว่ากันว่ากินกล้วยแล้วจะอิ่มไปอีกนานมั้ย นั่นก็เพราะว่ามันอุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย แก้อาการท้องผูก มีฟรุกโตสกับกลูโคส ซึ่งเป็นสารแทนความหวานจากธรรมชาติ ส่วนสาวๆ ที่ออกกำลังกาย การกินกล้วยหอม สามารถช่วยบำรุงกล้ามเนื้อไม่ให้อ่อนล้าได้อีกด้วย โดยกล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่

Categories
สุขภาพ

ซ่อมแซม “ผมเสีย” ให้เป็น “ผมสวย” ด้วยการทานผักเคล

เป็นที่รู้กันดี การทานผักเคล อยู่แล้วนั้นมีประโยชน์มากมายถึงขนาดที่ได้นับการขนานนามว่าเป็นราชินีของผักเขียว นั่นเพราะว่าเคลนั้นอุดมไปด้วยสารอาหาร เช่น ธาตุเหล็ก วิตามินซี และวิตามินเอ เป็นต้น ซึ่งคุณค่าทางอาหารเหล่านี้ช่วยทำให้ผู้ที่ทานมีเส้นผมที่แข็งแรงอีกด้วย แล้ว “ผมเสีย” ของคุณจะกลายเป็น “ผมสวย”

ธาตุเหล็ก (Iron)
สารอาหาร ในเคลหนึ่งถ้วย หรือประมาณ 67g มีธาตุเหล็กอยู่ 6 % ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
ประโยชน์ ช่วยบำรุงเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปยังทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งหนังศีรษะได้ดี ช่วยให้หนังศีรษะและผมแข็งแรง โดยธาตุเหล็กนั้นร่างกายของคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ ร่างกายจึงต้องอาศัยนำเข้าธาตุเหล็กนี้ผ่านการรับประทานอาหาร
วิตามินซี (Vitamin C)
สารอาหาร ในเคลหนึ่งถ้วย หรือประมาณ 67g มีวิตามินซีอยู่ 134% ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน

ประโยชน์ มีส่วนช่วยซ่อมแซมผมที่เสียหาย ช่วยเสริมสร้างรากผมให้แข็งแรงขึ้น สาเหตุที่ผมเปราะแตกหักง่ายอาจมีสาเหตุมาจากการขาดวิตามิน
วิตามินเอ (Vitamin A)
สารอาหาร ในเคลหนึ่งถ้วย หรือประมาณ 67g มีวิตามินเออยู่ 206 % ของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน
ประโยชน์ เป็นวิตามินสำคัญที่ช่วยบำรุงผิวหนัง และเสริมภูมิต้านทานให้แก่ร่างกายได้อย่างดี เสริมสร้างกระดูก ฟัน ผม และเล็บ ช่วยบำรุงหนังศีรษะให้แข็งแรง ผมแข็งแรง และผมร่วงน้อยลง

Categories
สุขภาพ

เคล็ดลับเตรียม สลัดผักเคล ให้อร่อยด้วยการ “นวด”

การทานผักช่วยให้สุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรค โดยเฉพาะผักเคล “ราชาแห่งผักใบเขียว” ที่อุดมไปด้วยวิตามินเกลือแร่ และมีไฟเบอร์ช่วยในการทำงานของระบบทางเดินอาหาร และอย่างที่ทราบกันดีว่า ไม่มีวิธีการทานผักอะไรที่ดีไปกว่า “สลัด” เพราะทำได้ง่ายรวดเร็ว กรอบอร่อย และคงสารอาหารไว้ในผักได้อย่างครบถ้วนเนื่องจากไม่ต้องผ่านกระบวนการที่ใช้ความร้อนเลยแม้แต่นิด

การทำสลัดผักเคล (ฉบับตะวันตก) ก็ง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน มีอยู่ 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ล้างผักเคลด้วยการเปิดให้น้ำไหลผ่านและปล่อยทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำ (ผักเคลของเราปลอดภัยไร้สารเคมีตกค้างอยู่แล้ว ล้างน้ำเปล่า ๆ ก็พอ) แล้วก็หั่นเอาก้านแข็ง ๆ ออกไป จัดการม้วนใบผักให้แน่น สไลซ์ออกเป็นเส้น ๆ ขนาดความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร – 1 นิ้ว ตามความชอบ เพื่อให้เหมาะกับการทำเป็นสลัดครับ
จัดการ “นวด” ผักเคลสำหรับทำสลัด เหยาะน้ำมันมะกอกและน้ำเลม่อนลงไปเล็กน้อย บวกเกลืออีกสักปลายนิ้วหยิบ ลูบ ๆ นวด ๆ ส่วนผสมให้ทั่วตั้งแต่ต้นจรดปลายเส้นใบผักเคล ใบผักเคลของคุณอาจจะดูไม่กรอบเด้งเท่าเดิม แต่ความเป็นกรดจากส่วนผสมที่ใช้นวดจะทำให้โครงสร้างของผักอ่อนนุ่มลงเล็กน้อย เป็น Texture ที่ทำให้เคี้ยวได้สะดวก และสามารถเอ็นจอยกับสลัดของคุณได้มากขึ้น
นำผักเคลที่นวดแล้วใส่ลงในชาม มิกซ์ส่วนผสมอื่น ๆ ลงไป ไม่ว่าจะเป็นผักกรุบกรอบ เนื้อสัตว์หั่นฝอย ถั่วสไลซ์ ชีส ขนมปังกรอบ และน้ำสลัด แนะนำให้ใช้น้ำสลัดเป็นครีมข้นซึ่งเข้ากันดีกับผักเคลซึ่งเป็นผักใบเขียว (สังเกตไหมครับว่าร้านอาหารหลายแห่งจะมีเมนูยอดนิยมจำพวกผักเคลครีมมะนาวแสนอร่อย ที่ใคร ๆ ก็หลงรัก) แต่ถ้ากลัวอ้วนก็ใช้น้ำสลัดแบบใสได้ไม่ว่ากัน
เคล็ดลับ*
เรา “นวด” ผักเคลในกรณีที่ผักเคลใบใหญ่และวางแผนที่จะทำเป็นสลัดแบบเสิร์ฟทานทันที หากคุณมีเวลามากหน่อย ให้เตรียมคลุกสลัดผักเคลเอาไว้ล่วงหน้าก่อนเวลารับประทานและแช่เก็บไว้ในตู้เย็น พวกสารที่เป็นกรดในน้ำสลัด (น้ำส้มสายชู เกลือ กรดซิตริกจากผลไม้รสเปรี้ยว) จะทำหน้าที่ค่อย ๆ ลดความแข็งของผัก โดยการทำลายโครงสร้างเซลลูโลส (Cellulose) เช่นเดียวกับการนวด เพียงแต่การนวดจะช่วยเร่งปฏิกิริยาให้คุณสามารถอร่อยกับสลัดผักเคลของคุณได้เร็วขึ้นมากนั่นเอง

Categories
สุขภาพ

5 ประเภทของผิวหน้าที่ไม่ควรผสมในสกินแคร์

5 ประเภทของผิวหน้า
สาวๆที่มีผิวเป็นสิวง่าย ต้องระวัง 6 ส่วนผสมในสกินแคร์นี้ไว้ให้ดีเลยล่ะ เพราะส่วนผสมเหล่านี้อาจทำให้อุดตันรูขุมขน จนกลายเป็นสิวอุดตันได้ ดังนั้นสาวๆควรที่จะเช็คส่วนผสมข้างกล่องก่อนซื้อด้วยนะ พูดเลยว่าสาวๆหลายคนไม่เคยอ่านส่วนผสมของสกินแคร์ที่ตัวเองซื้อมาเลย โดยส่วนมากแล้วจะซื้อตามรีวิวหรือโฆษณากันซะส่วนใหญ่ ซึ่งสาวๆควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปปิ้งบิวตี้ไอเทมของตัวเองเสียใหม่นะ ด้วยการเช็คส่วนผสมและศึกษาทำความเข้าใจส่วนผสมนั้นๆก่อนซื้อทุกครั้ง เพราะเราไม่อาจรู้เลยว่าส่วนผสมสเหล่านี้จะเป็นอันตรายต่อผิวหรือไม่ ถ้าไม่ทราบ ประเภทของผิวหน้า ของตัวเองแม้ว่าทางแบรนด์จะเคลมมาแล้วว่าใช้แล้วดีก็ตาม!

เนยโกโก้
เนยโกโก้ถือว่ามีคุณสมบัติในการช่วยบำรุงผิวได้ ซึ่งถือได้ว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูง สามารถช่วยลดริ้วรอยและความหมองคล้ำได้ดี รวมถึงยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้อีกด้วย แต่การบำรุงผิวด้วยเนยโกโก้ อาจเสี่ยงต่อการอุดตันรูขุมขน จนเกิดเป็นสิวอุดตันได้นะคะ ดังนั้นจึงถือเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ที่ควรเลี่ยงเลยล่ะ

น้ำมันมะพร้าว
แม้ว่าหลายๆคนจะบอกว่าน้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยรักษาสิวได้ เนื่องจากมีการพบกรดลอริก (Lauric Acid) ที่อาจทำให้น้ำมันมะพร้าวสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้ อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจก่อนว่าสภาพผิวของเรามีความแตกต่างกัน ซึ่งบางคนใช้แล้วทำให้เกิดสิวได้ ดังนั้นเราจึงควรที่จะหลีกเลี่ยงไว้ก่อนจะดีกว่า

กรดลอริก (Lauric acid)
อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า กรดลอริก (Lauric Acid) มีส่วนช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ ดังนั้นบางคนจึงคิดว่ากรดลอริกอาจจะสามารถลดสิวได้ แต่ในอีกด้านหนึ่งกรดลอริกก็สามารถทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนได้ในบางคน ดังนั้นจึงควรที่จะหลีกเลี่ยงไว้ก่อน

โซเดียมลอริลซัลเฟต (Sodium Lauryl Sulfate)
โซเดียมลอริลซัลเฟตถือเป็นสารที่ช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกได้ จึงมักจะนำไปทำเป็นส่วนผสมของสบู่ แชมพู หรือโฟมล้างหน้า ซึ่งตัวสารมีส่วนทำให้เกิดฟองและลดแรงตึงผิวของน้ำได้ แต่โซเดียมลอริลซัลเฟตก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวจนเกิดสิวได้นะคะ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงเลยล่ะ

เสี่ยงต่อสิวอุดตันปานกลาง

กลีเซอริลสเตียเรท (Glyceryl Stearate SE)
กลีเซอริลสเตียเรทมักจะนำไปทำเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ โดยเฉพาะครีมที่ให้ความชุ่มชื้น เพราะกลีเซอริลสเตียเรทสามารถช่วยเพิ่มความหนืดให้แก่ครีมได้ รวมถึงยังช่วยป้องกันไม่ให้ครีมเกิดการแยกชั้นกันอีกด้วย แต่กลีเซอริลสเตียเรทสามารถทำให้เกิดการอุดตันของรูขมุขนได้ในบางคน

กรดไมริสติก (Myristic acid)
กรดไมริสติกมีคุณสมบัติช่วยชำระล้างและทำความสะอาด จึงมักจะนำไปทำเป็นส่วนผสมในสบู่ แชมพู หรือโฟมล้างหน้านั่นเอง ซึ่งกรดไมริสติกนี้ถือเป็นไขมันอิ่มตัวที่ได้จากพืชตระกลูมะพร้าวและปาล์ม โดยเป็นสารที่สามารถช่วยลดแรงตึงผิวได้ อย่างไรก็ตามก็อาจจะมีความเสี่ยงในระดับปานกลางที่จะอุดตันรูขุมขนและทำให้เกิดสิวอุดตันได้นะคะ

ไม่เสี่ยงต่อสิวอุดตัน

น้ำมันอัลมอนด์
น้ำมันอัลมอนด์ สามารถช่วยบำรุงได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยให้ผิวชุ่มชื้น นุ่มนวล กระจ่างใส ลดใต้ตาคล้ำ ลดริ้วรอย ผลัดเซลล์ผิว รวมไปถึงช่วยแก้โรคผิวหนังบางชนิดได้ เช่น กลากหรือสะเก็ดเงินอีกด้วย จึงถือเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ที่มีประโยชน์ต่อผิว และไม่ทำให้เกิดการอุดตัน

น้ำมันอะโวคาโด
อะโวคาโดถือเป็นส่วนผสมในสกินแคร์สุดฮิตที่หลายๆคนชอบใช้เลยก็ว่าได้ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูง สามารถช่วยต้านริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวชุ่มชื้น และกระจ่างใสได้ ที่สำคัญยังไม่ทำให้เกิดการอุดตันรูขุมขนอีกด้วย สาวๆสามารถใช้ได้โดยไม่ต้องกังวัลว่าจะเกิดสิวอุดตัวเลยล่ะ

น้ำมันงา
น้ำมันงาถือเป็นอีกหนึ่งสารอาหารผิวที่มักจะนำไปทำเป็นส่วนผสมในสกินแคร์ รวมไปถึงแชมพูหรือครีมนวดผมด้วยเช่นกัน เพราะน้ำมันงามีส่วนช่วยฟื้นบำรุงเส้นผม ทำให้ผมนุ่มสลวย มีน้ำหนัก และจัดทรงง่าย ที่สำคัญน้ำมันงายังมีเนื้อสัมผัสที่บางเบา ใช้แล้วไม่เหนียวเหนอะหนะ จึงไม่ทำให้เกิดการอุดตันนั่นเอง

ซิงค์ออกไซด์ (Zinc Oxide)
ซิงค์ออกไซด์ ส่วนมากแล้วมักจะนำไปทำเป็นส่วนผสมในครีมกันแดด รวมถึงก็ยังมีสกินแคร์บางชนิดที่ใช้ซิงค์ออกไซด์มาช่วยในการลดสิวได้ด้วยเช่นกัน อย่างเช่น นาโนซิงค์ออกไซด์ หรือ ซิงค์ออกไซด์ที่มีขนาดเล็กถึงนาโนเมตร ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดสิวได้ ใช้แล้วไม่อุดตันรูขุมขน

คาโมมายล์
คาโมมายล์ถือเป็นสมุนไพรที่มีประโยชน์มากมาย จึงมักจะนำมาทำเป็นส่วนผสมของสกินแคร์ ซึ่งคุณสมบัติเด่นๆของคาโมมายล์เลยก็คือ การมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ถือเป็นต้นเหตุของการเกิดสิวได้ รวมถึงลดการระคายเคืองและการอักเสบของสิวได้ดีอีกด้วย ดังนั้นสาวๆใช้คาโมมายล์แล้วไม่เกิดสิวอุดตันแน่นอน

Categories
สุขภาพ

เช็คสภาพผิวก่อนบำรุง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น!

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าผู้หญิงกับ การดูแลผิวหน้า เป็นของคู่กัน ปัจจุบันมีสกินแคร์ออกมาให้สาว ๆ ได้เลือกเยอะแยะมากมาย ซึ่งบางครั้งสาว ๆ หลายคนก็อาจจะซื้อสกินแคร์ตามบิวตี้บล็อกเกอร์หรือตามรีวิวต่าง ๆ ที่เขาบอกกันว่าดี ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้รู้จักกับผิวหน้าของตัวเองและสกินแคร์ตัวนั้นดีพอ ทำให้มีหลายครั้งที่ซื้อมาใช้ตามแล้วไม่เห็นผลหรือทำให้ผิวหน้าของเราแย่ลงไปอีก ถ้ายังไม่อยากหน้าพัง มาทำความเข้าใจลักษณะผิวหน้าใน การดูแลผิวหน้า ของตัวเองกันก่อนดีกว่านะ ผิวหน้าของเราแบ่งออกเป็น 5 ประเภท

5 ประเภทของผิวหน้า
1. ผิวธรรมดา (Normal Skin)
สาว ๆ คนไหนมีผิวแบบนี้ ขอเดาเลยว่าชาติที่แล้วต้องทำบุญมาดีแน่นอน! ชื่ออาจจะธรรมดาแต่ต้องบอกตรงนี้เลยว่าผิวธรรมดานี่แหละดีที่สุดแล้ว ลักษณะของผิวธรรมดา คือ ผิวที่ดูเรียบเนียน นุ่ม ไม่แห้ง ไม่มัน แต่ก็ยังดูชุ่มชื้นอยู่และรูขุมขนไม่กว้าง แต่สาว ๆ คนไหนที่มีผิวธรรมดาก็ห้ามละเลยการเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นสภาพผิวดี ๆ อาจจากคุณไป สำหรับคนที่มีผิวธรรมดาควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นที่เนื้อไม่หนักมากจนเกินไปแต่ก็ไม่บางเบาจนเกินไป

2. ผิวแห้ง (Dry Skin)
คนที่มีผิวแห้งมักจะรู้สึกตึงที่ผิวหรือผิวหน้าลอกเป็นขุยได้ง่าย บางครั้งอาจมีอาการแดง คันเบริเวณที่แห้ง ผิวแห้งอาจเกิดจากการสูญเสียความชุ่มชื้นใต้ผิวหนัง สภาพผิวแบบนี้อาจเกิดจากพันธุกรรมหรืออายุที่มากขึ้น แต่ปัจจัยภายนอก เช่น การนั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน ชอบอาบน้ำร้อนก็อาจทำให้ผิวของเราแห้งได้ สำหรับคนที่มีผิวแห้งควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่เน้นการเติมความชุ่มชื้นให้ผิว ถ้าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีส่วนผสมของน้ำมันก็จะดีขึ้นไปอีก และสำหรับคนผิวแห้งควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง

3. ผิวมัน (Oily Skin)
เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนในประเทศไทยมีปัญหาผิวมัน เพราะอากาศประเทศเรามันร้อนซะเหลือเกิน ลักษณะของคนผิวมันมักจะมีรูขุมขนกว้าง ผิวหน้ามัน วาวโดยเฉพาะช่วง T-zone (หน้าผาก จมูกและคาง) และจะมันมากขึ้นในช่วงที่อากาศร้อน อยู่กลางแจ้งหรือบางครั้งนั่งอยู่เฉย ๆ หน้าก็มันแล้ว นอกจากนี้คนผิวมันก็มักจะประสบปัญหาสิวอีกด้วยเพราะผิวหน้าผลิตน้ำมันออกมามากและไปอุดตันตามรูขุมขน ดังนั้นสำหรับวิธีดูแลผิวสำหรับคนผิวมันนั้นควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เขียนกำกับไว้ว่าเหมาะสำหรับคนที่มีผิวมันและไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน (Oil-Free) อย่าเข้าใจผิดว่าเราผิวมันแล้วจะไม่ทาผลิตภัณฑ์กลุ่มที่เพิ่มความชุ่มชื้น เพราะถ้าเราไม่เติมความชุ่มชื้นให้ผิว ผิวจะคิดว่าหน้าเราแห้งและผลิตน้ำมันออกมาอีก หน้าของเราก็จะยิ่งมัน

4. ผิวผสม (Combination Skin)
สำหรับผิวหน้าแบบนี้อาจสังเกตได้ยากสักหน่อย เพราะคุณอาจมีผิวมันในช่วง T-Zone แต่บริเวณแก้มและกรอบหน้าแห้ง พูดง่าย ๆ ก็คือบนใบหน้าของคุณมีลักษณะผิวมากกว่า 1 ประเภท คนที่มีผิวผสมมักจะมีรูขุมขนกว้างกว่าคนที่มีผิวธรรมดาและอาจมีสิวอุดตัน สิวหัวดำบริเวณจมูก ผิวประเภทนี้อาจดูแลยากสักหน่อยเพราะผิวแต่ละจุดบนหน้าต้องได้รับการบำรุงต่างกัน เช่น ตรงบริเวณที่ผิวมันอาจเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่บางเบากว่าบริเวณที่ผิวแห้ง เป็นต้น

5. ผิวแพ้ง่าย (Sensitive Skin)
ผิวประเภทนี้เกิดขึ้นจากเกราะป้องกันผิวของเราอ่อนแอ ทำให้ผิวของเราไม่แข็งแรง ระคายเคืองง่ายและผิวประเภทนี้สามารถเกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย วิธีสังเกตว่าเรามีผิวแพ้ง่ายหรือไม่ ให้สังเกตดูว่าเวลาที่เราผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ลงบนผิวแล้วเรารู้สึกแสบทันทีที่ผลิตภัณฑ์สัมผัสโดยใบหน้าหรือไม่ หรือบางครั้งอาจเกิดผื่นแพ้ตามมาได้ วิธีดูแลผิวสำหรับคนที่มีผิวแพ้ง่ายต้องเริ่มจากสังเกตตัวเองก่อนว่าเรามักจะแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวไหน ส่วนผสมใดที่เรามักจะทำให้ผิวเราระคายเคือง หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ น้ำหอม พาราเบนและผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว เช่น AHA, BHA เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคือง หรือเราอาจจะเลือกผลิตภัณฑ์ที่เขียนกำกับไว้ว่าเหมาะสำหรับผิวแพ้ง่าย ถ้าผลิตภัณฑ์ไหนมี Tester เราก็สามารถทดลองก่อนได้ว่าเราแพ้หรือไม่

Categories
สุขภาพ

Intermittent Fasting ทำยังไงให้ผอมเร็วขึ้นกว่าเดิม

ซึ่งตารางการทำแต่ละแบบ มีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายและความสะดวกของแต่ละคน เราลองมาดูกันว่าตารางการทำ Intermittent Fasting แต่ละแบบนั้นมีรายละเอียดอะไรบ้าง และมีตารางไหนที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบเราบ้าง

Leangains: 16/8 อดอาหาร 16 ชั่วโมง กินอาหาร 8 ชั่วโมง

Leangains ถือเป็นการทำ IF ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือ อดอาหารเป็นเวลาทั้งหมด 16 ชั่วโมง แล้ว กินอาหารให้จบภายใน 8 ชั่วโมง ซึ่งในบางครั้งเราสามารถเพิ่มเวลาการทำ IF ได้อีกเป็น 18/6, 19/5, 20/4 โดยการทำ IF แบบ Leangains นี้เราควรกินอาหารที่มีแคลอรี่เท่าที่ร่างกายต้องการก็พอ

Eat Stop Eat: อดอาหาร 24 ชั่วโมง, 1-2 ครั้ง/สัปดาห์

Eat Stop Eat คือการทำ Fasting หรือการอดอาหาร 24 ชั่วโมง ให้ได้ 1-2 ครั้ง/สัปดาห์ หรือจะเรียกว่า 24/0 ก็ได้ เพียงแต่ทำ 1 – 2 ครั้ง / สัปดาห์เท่านั้น โดยควรกินแคลอรี่เท่าที่ร่างกายต้องการก็เพียงพอ

The Warrior Diet: กินอาหารเพียง 1 มื้อ/วัน, 2 วัน/อาทิตย์

การทำ IF แบบ The Warrior Diet นั้นจะกำหนดให้กินในตอนกลางคืน 1 มื้อใหญ่/วัน ซึ่งอาหารที่เลือกกินนั้นต้องมีแคลอรี่มากเพียงพอกับที่ร่างกายต้องการ โดยสูตรของ Dr. Michael Mosley (ผู้เขียนหนังสือ The Fast Diet) กำหนดให้กินปกติได้ 5 วัน และทำ Fasting แบบ The Warrior Diet 2 วัน โดยอาจจะเป็น 2 วันที่ติดกันก็ได้ หรือห่างกันก็ได้

Alternate Day Fasting: อดอาหารแบบวันเว้นวัน

สำหรับการทำ Intermittent Fasting แบบ Alternate Day Fasting นั้น เราขอแนะนำให้ผู้ทำ ทำจนถึงน้ำหนักตัวที่กำหนดไว้แล้วหลังจากนั้นให้ลดจำนวนวันของการทำ Fasting

Categories
สุขภาพ

3 อาหารช่วยบำรุงสมอง กระตุ้นให้ความจำดี ฉลาด คิดงานเก่ง

คิดอะไรก็ไม่ค่อยออก แถมยังจำอะไรไม่ค่อยได้อีก หากสาๆ มีอาการแบบนี้แสดงว่าสมองเริ่มอ่อนล้า ต้องได้เวลา มารู้ อาหารช่วยบำรุงสมอง มาบำรุงสมองกันแล้ว แล้ววิธีไหนที่จะช่วยบำรุงสมองได้บ้าง ก็การกินอาหารยังไงล่ะ เพราะในอาหารนั้นมีสารอาหารที่จำเป็นต่อสมอง ช่วยบำรุงให้สมองของเรานั้นแข็งแรง ช่วยให้ความจำดีขึ้น สมองเล่น คิดงานอะไรก็ไม่ต้องใช้เวลานาน แถมยังฉลาดขึ้นอีกด้วยนะ แล้วอาหารที่ช่วยกระตุ้นสมองมีอะไรบ้าง วันนี้เรามีมาฝาก

3 อาหารช่วยบำรุงสมอง ความจำดี
1. ไข่แดง
อาหาร บำรุงสมอง ความจำดี ไข่ ไข่แดง

ไข่ถือเป็นอาหารที่มีทั้งวิตามินและโคลีน ซึ่ง โคลีน (Choline) นั้นถือเป็นสารที่ช่วยเร่งกายเผาผลาญไขมันในร่างกาย แต่นอกจากนี้โคลีนจะเดินทางเข้าไปยังเซลล์สมอง เพื่อช่วยผลิตสารเคมีทำให้สมองของเรานั้นมีความจำที่ดีขึ้น ช่วยลดความเครียดทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ช่วยลดปัญหาความจำเสื่อมในผู้สูงอายุและช่วยรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ ซึ่งนอกจากในไข่แดงแล้ว เรายังสามารถรับโคลีนได้จากการกินเนื้อสัตว์ ตับ ปลา ผักใบเขียวจมูกข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ถั่วเหลือง ถั่วลิสง กะหล่ำปลี รวมถึงกะหล่ำดอกด้วย

2. บล็อคโคลี่
อาหาร บำรุงสมอง ความจำดี บล็อคโคลี่

บล็อคโคลี่จัดเป็นผักที่มีวิตามินเคสูง ซึ่งช่วยในการบำรุงสมอง นอกจากนี้ยังมีสารที่ชื่อว่า กลูโคสิโนเลต (Glucosinolate) เป็นสารที่ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ได้ นอกจากนี้ในในบล็อกโคลี่ยังมีสารอาหารอีกมาก เช่น ลูทีน แคโรทีนอยด์ วิตามิน B6 และโฟเลต ซึ่งสารอาหารเหล่านี้สามารถช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดสมองได้เป็นอย่างดี

3. เมล็ดฟักทอง
อาหาร บำรุงสมอง ความจำดี เมล็ดฟักทอง เม็ดฟักทอง

เมล็ดฟักทองจัดเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ซึ่งสามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ รวมถึงในเมล็ดฟักทองยังอุดมไปด้วยแมกนีเซียม เหล็ก สังกะสี ทองแดง ซึ่งสารอาหารเหล่านี้ จัดเป็นสารอาหารที่บำรุงสมองหมดเลย โดยเฉพาะสังกะสีนั้นมีความสำคัญในการสร้างสัญญาณสื่อประสาท ช่วยลดความเสื่อมของสมอง ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และช่วยบำรุงสมองในส่วนของความจำและความคิด ส่วนในแมกนีเซียมก็ถือเป็นสารอาหารอีกชนิดที่ช่วยป้องกันการเกิดไมเกรน ลมชักได้ รวมถึงทองแดงก็เป็นสารอาหารที่ช่วยป้องกันไม่ให้สมองล้าได้ด้วย การกินเมล็ดฟักทองซึ่งอุดมไปด้วยสารอาหารเหล่านี้จึงสามารถช่วยบำรุงสมองได้อีกทาง

นอกจากการกินอาหารทั้ง 3 ชนิดนี้แล้ว การนอนพักผ่อนให้เพียงพอ การพยายามหาทางหลีกเลี่ยงความเครียด ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยบำรุงสมองได้เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ลองหาทางใช้งานสมองบ่อยๆ ด้วยการเล่นเกมส์ที่ต้องใช้ความคิดก็ถือเป็นการบำรุงสมองได้นะ ลองจับคู่กับเพื่อนๆ ชวนกันมาเล่นบอร์ดเกมส์ก็เป็นอีกทางที่ทำให้เรามีสมองดีขึ้นได้

 

Categories
สุขภาพ

พลังงานในเนื้อสัตว์ ที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ให้พลังงานเท่าไรกัน

พลังงานในเนื้อสัตว์  ที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ให้พลังงานเท่าไรกัน

Food Unit Calories (kcal)
ไก่, เนื้อ, สด 100 g. 219
ไก่ เนื้ออก, สด 100 g. 172
ไก่ น่องไก่, สด 100 g. 214
หนังไก่ต้ม-ย่าง 100 g. 453
ไก่ดำ,กึ๋น 100 g. 97
ไก่ดำ,น่อง เนื้อและหนัง 100 g. 122
ไก่ดำ,ปีก, เนื้อและหนัง 100 g. 147
ไก่ดำ, สะโพก, เนื้อและหนัง 100 g. 127
ไก่ดำ, หน้าอก, เนื้อและหนัง 100 g. 115
ไก่บ้าน,กึ๋น 100 g. 111
ไก่บ้าน,น่อง เนื้อและหนัง 100 g. 119
ไก่บ้าน,ปีก เนื้อและหนัง 100 g. 137
ไก่บ้าน,สะโพก 100 g. 124
ไก่บ้าน,หน้าอก เนื้อและหนัง 100 g. 127
ไก่ป่า,น่อง เนื้อ 100 g. 139
ไก่ป่า,ปีก เนื้อและหนัง 100 g. 188
ไก่ป่า,สะโพก, เนื้อและหนัง 100 g. 218
ไก่ป่า,หน้าอก เนื้อและหนัง 100 g. 178
เขียด 100 g. 43
แคบหมู (ไม่มีมัน) 100 g. 515
เป็ด, เนื้อ 100 g. 199
แย้, แห้ง 100 g. 254
วัว, เนื้อ, สด 100 g. 134
วัว, เนื้อเค็ม (ชิ้นเกลือ) 100 g. 139
วัว, เนื้อติดมัน, ทอด 100 g. 412
วัว, ลูกชิ้น, ทอด 100 g. 225
วัว, เหงือกวัว, ทอด 100 g. 417
แหนม 100 g. 185
หมูหยอง 100 g. 357
หมูสามชั้น, สด 100 g. 384
หมูสันนอก, สด 100 g. 198
หมูสันใน, สด 100 g. 143
หมูสันคอ, สด 100 g. 220
หมู, กระพาะ, สด 100 g. 155
หมู, ตับ, สด 100 g. 117
หมู, เนื้อ, สด 100 g. 108
หมู, ปอด, สด 100 g. 107
หมู, มัน, สด 100 g. 714
หมู, เลือด 100 g. 36
หมู, ลูกชิ้น, ทอด 100 g. 372
หมู, หนัง 100 g. 306
หมูยอ 100 g. 341
ไส้กรอกเวียนนา, ไก่ 100 g. 335
ไส้กรอกเวียนนา, หมู 100 g. 263
ไส้กรอกหมู, ทอด 100 g. 409
ไส้อั่ว 100 g. 420
Categories
สุขภาพ

สุดยอดแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ 6 แหล่งอาหาร

โปรตีนมีประโยชน์กับร่างกาย เราสามารถเลือกสุดยอดแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติ ได้จาก 2 แหล่งใหญ่ๆคือ แหล่งโปรตีนที่มาจากสัตว์ และแหล่งโปรตีนที่มาจากพืชโดยแต่ละแหล้งจะมีสารอาหารและคุณประโยชน์แตกต่างกัน

อย่างที่เคยบอกไปว่าโปรตีนนั้นสำคัญกับร่างกายมนุษย์ทุกเพศทุกวัย โปรตีนมีประโยชน์กับร่างกาย มีหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อ เสริมสร้างการเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนี้โปรตีนยังเป็นส่วนประกอบของอวัยวะและเซลล์อีกด้วย โดยเราสามารถเลือกโปรตีนจากธรรมชาติจาก 2 แหล่งใหญ่ๆ คือ โปรตีนที่มาจากสัตว์และโปรตีนที่มาจากพืช โดยควรเลือกทานโปรตีนจากแหล่งธรรมชาติเสียก่อน หากการทานโปรตีนจากแหล่งธรรมชาติไม่เพียงพอ การทานโปรตีนผง หรือเวย์โปรตีนก็เป็นอีกทางเลือกที่ง่ายและสะดวกสำหรับคนที่ไม่มีเวลาเตรียมอาหาร

แหล่งโปรตีนชั้นยอดที่มาจากสัตว์
สำหรับการเลือกโปรตีนจากเนื้อและผลิตภัณฑ์จากสัตว์นั้น อาจจะต้องระมัดระวังในการเลือกอยู่เหมือนกันเนื่องจาก สิ่งที่แฝงมากับโปรตีนคือปริมาณไขมันและคอเรสเตอรอล ดังนั้นแห่งโปรตีนจากสัตว์ที่แนะนำได้แก่

ปลาทูน่า
ทูน่ากระป๋องถือเป็นโปรตีนที่ดีมีคุณภาพในราคาย่อมเยาว์ที่ให้ปริมาณโปรตีนมากกว่าพลังงาน เพราะทูน่าในน้ำแร่ 1 กระป๋อง (56กรัมเฉพาะเนื้อ) จะให้โปรตีนถึง 16 กรัมเลยทีเดียว และที่สำคัญทูน่ามีไขมันต่ำประมาณ 1 กรัมต่อกระป๋องเท่านั้น นอกจากนี้ในทูน่ายังอุดมไปด้วยวิตามิน B12 และโอเมก้า3 อีกด้วย
 โดยการเลือกทูน่าเพื่อให้ได้ประโยชน์กับการลดน้ำหนักควรเลือกทูน่ากระป๋องชนิดในน้ำแร่จะดีที่สุด

อกไก่, สันในไก่
เนื้อไก่ถือว่าเป็นแหล่งโปรตีนยอดฮิตอีกชนิดของนักเพาะกายเพราะราคาไม่สูง สามารถนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง หาซื้อได้ง่ายและมีไขมันไม่สูงมากหากทำการตัดแต่ง ลอกหนังและไขมันออกโดยเนื้ออกไก่ 1 ชิ้นเมื่อเลาะหนังออกแล้วจะให้โปรตีนประมาณ 28 กรัม และมีไขมันแทรกตามธรรมชาติอยู่ที่ 2.5 กรัม

ไข่ไก่
ไข่อาหารพื้นฐานที่ต้องมีติดครัวของทุกๆบ้าน ไข่เป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนราคาถูกที่นิยมใช้กัน ถึงแม้ยังมีข้อกังขาเรื่องปริมาณคอเรสเตอรอลในไข่แดง แต่ปริมาณคอเรสเตอรอลในไข่นั้นไม่ทำให้ปริมาณโคเรสเตอรอลในร่างกายสูงขึ้นหากคุณกินในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป ซึ่งไข่ 1 ใบจะให้โปรตีน 6-7 กรัม โดยให้ไขมันอยู่ที่ 5 กรัม สำหรับคนที่ระมัดระวังเรื่องคอเรสเตอรอลหรือนักกีฬาเพาะกาย อาจหลีกเลี่ยงการทานไข่แดง หรือจำกัดปริมาณไข่แดงเนื่องจากต้องทานในปริมาณมากต่อวัน

เนื้อวัว
สำหรับคนที่ทานเนื้อวัว เนื้อวัวถือเป็นเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง ในขณะที่เนื้อวัวก็มีไขมันมากไม่แพ้กัน จึงจะเป็นต้องเลือกเนื้อส่วนที่มีปริมาณไขมันน้อย หรือเลือกเนื้อวัวที่เลี้ยงแบบปล่อยจะดีกว่า โดยเนื้อวัวปริมาณ 100 กรัม จะให้โปรตีนประมาณ 26 กรัม และ ไขมันประมาณ 12 กรัม

โยเกิร์ตไขมันต่ำ
สำหรับโยเกิร์ต ควรเลือกโยเกิร์ตที่มีปริมาณน้ำตาลและไขมันน้อย ไม่ปรุงแต่งรสชาติจะดีที่สุด โยเกิร์ตถือเป็นผลิตภัณฑ์จากนมที่ให้โปรตีน 2 ชนิด คือ เวย์และเคซีน ที่จะพบในนมเท่านั้น โดยโยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วยจะให้โปรตีนประมาณ 13 กรัม และไขมันประมาณ 4 กรัม

เนื้อปลาแซลมอน
แซลมอนเป็นเนื้อปลาที่มีโปรตีนสูง แต่ในบ้านเราราคาของปลาชนิดนี้ค่อนข้าสูงเอาเรื่องโดยเฉพาะปลาซอลมอนที่จับจากธรรมชาติ ในปลาแซลมอนจะมีโอเมก้า 3 สูงและมีกรดไขมันที่ดีต่อร่างกาย เนื้อปลาแซลมอน 1 ชิ้นขนาด 100 กรัม จะให้โปรตีนประมาณ 20 กรัม และมีไขมันอยู่ที่ประมาณ 13 กรัม หากคุณกำลังไดเอทการทานแซลมอนควรหลีกเลี่ยงส่วนที่มีไขมันสูงเช่น เนื้อส่วนท้อง และหนัง

แหล่งโปรตีนชั้นยอดที่มาจากพืช
หันมาดูทางฝั่งพืชกันบ้าง แหล่งโปรตีนที่มากจากพืชเองก็มีมากมายไม่น้อยหน้ากันเหมาะสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติ หรือผู้ที่มีปัญหากับการย่อยโปรตีนในเนื้อสัตว์ การเลือกแหล่งโปรตีนจากพืชก็ถือเป็นทางออกที่ดีและเรายังได้รับประโยชน์จากโปรตีนไม่น้อยหน้าโปรตีนที่มาจากสัตว์เลย แถมมีคอเรสเตอรอลและไขมันต่ำกว่าอีกด้วย แหล่งโปรตีนจากพืชที่แนะนำได้แก่

ข้าวควินัว
ควินัวถือว่าเป็นข้าวที่มีโปรตีนตามธรรมชาติสูงเทียบเท่าน้ำนมแม่เลยทีเดียว มีโฟเลตสูงช่วยในการบำรุงเสมองมีเส้นใยสูงช่วยในการขับถ่าย เป็นอาหารที่ย่อยได้ง่ายและปราศจากกลูเต็น และถือว่าเป็นสุดยอดอาหารของชาวอินคาโบราณ ข้าวควินัว 1 ถ้วยเมื่อหุงสุกจะให้โปรตีน 8 กรัม และมีไขมันประมาณ 3.6 กรัม

อะโวคาโด
อะโวคาโด หรือลูกเนย เป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันลักษณะคล้ายเนย อะโวคาโดปริมาณ 1 ถ้วยให้โปรตีนประมาณ 3 กรัม และให้ไขมันประมาณ 15 กรัม หลายคนเลือกใช้อะโวคาโดแทนการใช้เนย เนื่องจากมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สามารถช่วยลดคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดได้ แต่อย่างไรก็ดีก็ควรจำกัดปริมาณการทานให้เหมาะสม

ถั่วเหลือง, เทมเป้,เต้าหู้
ผลิตภัณจากถั่วเหลืองทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น นมถั่วเหลือง หรือเต้าหู้ก็เป็นสุดยอดอาหารที่ให้โปรตีนสูงไม่แพ้นมวัวหรือเนื้อสัตว์เลยทีเดียว ในถั่วเหลืองจะมีไฟเบอร์สูงซึ่งช่วยในการับถ่ายและระบบย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี โดยเต้าหู้ ครึ่งถ้วยจะให้โปรตีนถึง 22 กรัม มีไขมันอยู่ที่ 6 กรัม และเทมเป้(ถั่วหมัก) 1 ถ้วยจะให้โปรตีนอยู่ที่ 30 กรัมและมีไขมันอยู่ที่ 18 กรัม

เนยถั่ว
เนยถั่วทำจากถั่วลิสงบดละเอียด การเลือกเนยถั่วเพื่อสุขภาพนั้น ควรเลือกชนิดที่ไม่เติมน้ำตาล ในเนยถั่วมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง สามารถช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดได้หากทานในปริมารที่พอเหมาะ โดยเนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ จะให้โปรตีนประมาณ 15 กรัม และมีไขมันอยู่ที่ 16 กรัม

อัลมอน
อัลมอนถือเป็นอีกหนึ่งแหล่งโปรตีนคุณภาพจากพืช ซึ่งในอัลมอนนั้นจะอุดมไปด้วยวิตามิน อี ไฟเบอร์และกรดไขมันไม่อิ่มตัว โดยในอัลมอน 1 ถ้วยจะให้โปรตีนประมาณ 30 กรัม และให้ไขมันอยู่ที่ 71 กรัม ถึงอัลมอนจะมีประโยชน์แต่ก็อุดมไปด้วยไขมันจึงต้องจำกัดปริมาณการทานให้เหมาะสม

ถั่วลันเตา
ถั่วฝักสีเขียวนี้อุดมไปด้วยวิตมิน B12 ช่วยสร้างเม็ดเลือด ไฟเบอร์สูง แถมให้พลังงานต่ำ โดยถั่วันเตา 1 ถ้วยเฉพาะเม็ดจะให้โปรตีนประมาณ 8 กรัม แต่มีไขมันเพียง 0.6 กรัม เท่านั้น จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ควบคุมน้ำหนักตัวเลือกนึงเลยทีเดียว