Categories
สุขภาพ

อันตรายไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ Dengue virus โดยมี ยุงลาย เป็นพาหะนำโรคเชื้อไข้เลือดออกจะมีระยะฟักตัวอยู่ในยุงประมาณ 5-8 วัน เมื่อยุงไปกัดคนก็จะถ่ายทอดเชื้อโรคนี้ให้กับผู้ที่ถูกกัดทำให้คนที่ถูกยุงกัดเป็นไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออกเกิดจากอะไร
โรคไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส ชื่อ Dengue virus โดยมี ยุงลาย เป็นพาหะนำโรคเชื้อไข้เลือดออกจะมีระยะฟักตัวอยู่ในยุงประมาณ 5-8 วัน เมื่อยุงไปกัดคนก็จะถ่ายทอดเชื้อโรคนี้ให้กับผู้ที่ถูกกัดทำให้คนที่ถูกยุงกัดเป็นไข้เลือดออก
ส่วนใหญ่โรคไข้เลือดออกมักพบได้บ่อยในเด็กที่มีอายุระหว่าง 5-14 ปี มักพบการระบาดในฤดูฝนช่วง เดือน พฤษภาคม ถึง กันยายน
ระยะที่ 1 : ระยะไข้สูง
ไข้สูงตลอดเวลา (30-40 องศาเซลเซียส)
หน้าแดง ตาแดง ไอ เจ็บคอ
ปวดศีรษะ กระหายน้ำ
ซึม เบื่ออาหาร และ อาจมีอาการปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่ หรือ ชายโครง
ระยะที่ 1 ใช้เวลา 4-7 วัน ถ้าอาการไม่รุนแรง ไข้ก็จะค่อยๆ ลดลงและเด็กจะแจ่มใสขึ้น

ระยะที่ 2 : ระยะช็อคและมีเลือดออก
จะเกิดขึ้นในช่วงไข้ลด ประมาณ วันที่ 3-7 ของโรค

พบอาการปวดท้องมากขึ้น กดเจ็บเล็กน้อยตรงใต้ชายโครงขวา
ตัวเย็น ซึม เหงื่อออกตามตัว
ปัสสาวะน้อย
มีอาการกระวนกระวาย และอาจมีจุดแดงๆ เหมือนมีเลือดออกตามผิวหนัง เลือดออกตามไรฟัน มีเลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด หรือสีกาแฟ อุจจาระมีสีดำ ในรายที่รุนแรงจะมีความดันโลหิตต่ำ ช็อคและอาจถึงแก่ชีวิตได้
ระยะนี้ใช้เวลา 24-72 ชั่วโมง ถ้าแพทย์สามารถแก้ไขได้ทันผู้ป่วยจะดีขึ้น และเข้าสู่ระยะที่ 3

ระยะที่ 3 : ระยะฟื้นตัว
อาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น เด็กจะเริ่มอยากอาหารร่างกายจะฟื้นตัวได้เร็วจนเข้าสู่สภาวะปกติ บางรายมีผื่นแดงขึ้นตามแขนขา ตลอดระยะเวลาของโรคมักไม่เกิน 9 วัน ถ้าอาการไม่รุนแรงประมาณ 3-4 วัน อาการผู้ป่วยจะดีขึ้นได้เอง
ดูแลอย่างไร เมื่อเป็นไข้เลือดออก
ในกรณีที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ควรพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและตรวจรักษา
หากมีไข้ควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเพื่อลดไข้หากเป็นไข้เลือดออก ห้ามใช้ยาลดไข้ประเภทแอสไพริน เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดเสียการทำงาน ทำให้เลือดออกได้ง่าย ควรใช้ยาประเภทพาราเซตามอล ห่างกันอย่างน้อย ทุก 4 ชั่วโมง
ผู้ป่วยควรได้รับน้ำทดแทน เพราะการที่มีไข้สูงเบื่ออาหารและอาเจียนทำให้ร่างกายขาดน้ำ แนะนำให้ดื่มน้ำครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยๆ
หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อค หรือ มีเลือดออก ปวดท้องบริเวณยอดอก หรือ ลิ้นปี่ กระสับกระส่าย ซึมมาก อาเจียนมากขึ้น รับประทานไม่ได้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยชีวิตและป้องกันภาวะแทรกซ้อน
เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขี้น จะเริ่มมีความอยากอาหารควรให้เป็นอาหารอ่อน ประเภทข้าวต้ม หรือ โจ๊กงดอาหารที่มีสีดำ หรือ แดง เพราะถ้าอาเจียนจะแยกไม่ได้ว่าเป็นเลือดหรือไม่
ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรงที่สุดในวันที่ไข้เริ่มลดลง ต่างจากโรคติดเชื้ออื่นๆ อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ตรวจก่อน รู้ก่อน ป้องกันมะเร็งตับ

มะเร็งตับ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ในกลุ่มโรคมะเร็งทั่วโลก ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการผิดปกติแต่จะพบมีอาการเมื่อ ก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่ จนกดเบียด กินพื้นที่ตับมากแล้ว จนตับทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม คลื่นไส้ / อาเจียน
มะเร็งตับ เป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ในกลุ่มโรคมะเร็งทั่วโลก ในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการผิดปกติแต่จะพบมีอาการเมื่อก้อนมะเร็งมีขนาดใหญ่จนกดเบียด กินพื้นที่ตับมากแล้ว จนตับทำงานผิดปกติ ทำให้เกิดอาการ ปวดท้องด้านขวาบน ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม คลื่นไส้ / อาเจียน

มะเร็งตับ มีปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรค หรือสาเหตุหลักๆ ดังนี้
ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี, ซี
คนที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิด บี มีโอกาสเกิดมะเร็งประมาณ 0.5 %
คนที่เป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิด ซี และมีโรคตับแข็ง มีโอกาสเกิดมะเร็ง 1.5 – 4.0 %
ดื่มสุรา หรือ เครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์
โรคทางเมตาบอลิกบางชนิด เช่น ภาวะเหล็กเกิน อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ชอบแคะหูระวัง! แคะผิดวิธีเสี่ยงอันตราย

ชอบแคะหูระวัง! แคะผิดวิธีเสี่ยงอันตราย
หลายๆท่านคงเคยใช้ไม้พันสำลีปั่นหู หรือใช้ไม้แคะหูแคะขี้หูเองเมื่อมี อาการหูอื้อ แต่ทราบหรือไม่ว่าอาการหูอื้อนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ การปั่นหูหรือแคะหูเองอาจไม่ได้ช่วยให้อาการหูอื้อนั้นดีขึ้น และอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้มากมาย โดยทั่วไปจึงไม่แนะนำให้ท่านแคะหูเอง แต่ควรมาพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและตรวจรักษาอย่างถูกวิธี
อันตรายจากการแคะหู
การแคะหูเองนั้นนอกจากมักจะแคะขี้หูได้ไม่หมดเนื่องจากมองเห็นได้ไม่ชัดเจนแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อหูชั้นนอก ซึ่งประกอบไปด้วยใบหู รูหู และเยื่อแก้วหู ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังได้ดังนี้

1.การบาดเจ็บของรูหู (Traumatic ear canal injury) รูหูมีแผล เลือดไหล มีอาการปวดบวม หูอื้อ
แนวทางการรักษา ดูดเลือดที่ค้างในรูหู และอาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาแก้ปวด

2.หูชั้นนอกอักเสบ(Acute otitis externa) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย มักเกิดตามหลังแคะหู 3-4 วัน มีอาการปวด รูหูบวม หูอื้อ มีน้ำหรือหนองไหลจากหู ถ้าเป็นมากการติดเชื้ออาจลุกลามไปบริเวณใบหูหรือบริเวณรอบๆได้
แนวทางการรักษา ดูดหนอง และทำความสะอาดรูหู และใช้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอด ในรายที่อาการรุนแรงอาจพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะชนิดกินร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

โรคแพ้อากาศ หรือโรคภูมิแพ้จมูก

พ่อหรือแม่ หรือทั้งคู่เป็น โรคภูมิแพ้ หรือแพ้อากาศหรือไม่
คุณมีอาการดังกล่าวข้างต้นบ่อยๆ หรือไม่
คุณมีอาการเป็นหวัดอยู่เรื่อยๆ และแต่ละครั้งเป็นนานหลายสัปดาห์หรือไม่
คุณเกิดอาการแพ้เวลาเข้าใกล้ หรือสัมผัส แมว สุนัข หญ้า พืชต่างๆ ฝน หรือไม่
คุณมีอาการเหมือนเป็นหวัด เวลาอากาศเปลี่ยนบ่อยๆ หรือไม่
ลักษณะที่พบในจมูก คือ เยื่อบุจมูกบวม สีชีส และอาจมีน้ำมูกใสจํานวนมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา เช่น ไซนัสอักเสบ คออักเสบเรื้อรัง หลอดลมอักเสบเรื้อรัง หอบหืด ริดสีดวงจมูก หูชั้น กลางอักเสบ โดยเฉพาะในเด็ก ภาวะมีน้ําขังในหูชั้นกลาง จมูกไม่ได้กลิ่น นอนกรน หรือหยุดหายใจเวลานอนได้
โรคแพ้อากาศ หรือภูมิแพ้จมูก นั้นสามารถรักษาให้อาการต่างๆดีขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่หายขาดแต่ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติทั่วไป และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ โดยการรักษามิได้มีเพียงการใช้ยาแต่เพียงอย่างเดียว จําเป็นที่ผู้ป่วยต้องให้ความร่วมมือในการปฏิบัติตนให้ถูกต้องเหมาะสมด้วย

**หลักในการรักษาโรคแพ้อากาศ หรือภูมิแพ้จมูก มี 4 ขั้นตอน คือ

กําจัด หลีกเลี่ยง สิ่งที่แพ้ และสารระคายเคืองต่างๆ ซึ่งเป็นการรักษาที่สําคัญที่สุด
การรักษาด้วยยา เพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้แพ้ชนิดกิน หรือยาพ่นจมูก ซึ่งควรให้แพทย์หรือเภสัชกรเป็นผู้แนะนํา เนื่องจากโรคแพ้อากาศเป็นโรคเรื้อรังที่โอกาสในการรักษาหายขาดน้อย จึงจําเป็นต้องมีการใช้ยาต่อเนื่องสม่ำเสมอ อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ปวดหลัง ปวดคอ รักษาแบบไหนดี…??

การรักษา อาการปวดหลัง ปวดคอ โดยทั่วไปเน้นที่ การรักษาตามสาเหตุ เนื่องจากบางโรคมีวิํธีการรักษาเฉพาะของโรคนั้นๆ เช่น มะเร็ง การอักเสบติดเชื้อ หรือ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ส่วนในกลุ่มที่เกิดจากกล้ามเนื้อ หรือ ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง และ หมอนรองกระดูกสันหลัง และ หมอนรองกระดูก การรักษาจะมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวด และให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงาน หรือ ดำรงชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว ซึ่งมีวิธีการรักษาอยู่หลายวิธี

การรักษา อาการปวดหลัง ปวดคอ โดยทั่วไปเน้นที่การรักษาตามสาเหตุ เนื่องจากบางโรคมีวิํธีการรักษาเฉพาะของโรคนั้นๆ เช่น มะเร็ง การอักเสบติดเชื้อ หรือ นิ่วในทางเดินปัสสาวะ ส่วนในกลุ่มที่เกิดจากกล้ามเนื้อ หรือ ความผิดปกติของกระดูกสันหลัง และ หมอนรองกระดูกสันหลัง และ หมอนรองกระดูก การรักษาจะมีเป้าหมายเพื่อลดอาการปวด และให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงาน หรือ ดำรงชีวิตตามปกติได้โดยเร็ว ซึ่งมีวิธีการรักษาอยู่หลายวิธี ดังนี้

รักษาปวดหลัง ด้วยการใช้ยา
เพื่อบรรเทาอาการปวด ซึ่งขึ้นอยู่กับอาการของคนไข้แต่ละราย และที่สำคัญ คนไข้ควรมาติดตามอาการ การรักษาเป็นระยะ เพราะการรักษาอาการปวดหลัง ด้วยการใช้ยา มีทั้งข้อดี และ ข้อเสีย และเพื่อประเมินการรักษา ในระดับต่อไป

รักษาปวดหลัง ด้วยวิธีทางกายภาพบำบัด
นักกายภาพบำบัดหรือแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งมีอุปกรณ์ หรือ เครื่องมือที่ช่วยลดอาการปวดหลากหลาย ประกอบด้วย การใช้แผ่นอบความร้อน ซึ่งให้ความร้อนระดับตึ้น หรือ การใช้อัลตราซาวด์ การใช้อัลตราซาวด์ เพื่อให้เกิดความร้อนในส่วนของกล้ามเนือ้ที่อยู่ลึกๆ การใช้ Short Wave หรือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ กระแสไฟฟ้า การดึงหลัง หรือ การดึงคอ ด้วยอุปกรณ์ทางกายภาพ

การรักษาโดยการใช้อุปกรณ์ช่วยเสริม
เช่น เฝือกอ่อนช่วยพยุงเอว (Lumbar Support) หรือ เฝือกอ่อนช่วยพยุงคอ เพื่อช่วยควบคุม หรือ เตือนผู้ป่วยไม่ให้ใช้หลังหรือคอมากเกินไป

การนวดแบบอายุรเวท
หรือการนวดแบบราชสำนัก เป็นการนวดแผนไทย เพื่อรักษาโดยผู้ที่จะทำการนวดแบบนี้ได้ ต้องเป็นผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และ มีใบประกอบโรคศิลป์ ทางด้านนี้โดยเฉพาะ ต้องผ่านการประเมินโดยแพทย์ แล้วว่า ผู้ป่วยสามารถนวดได้ไม่เป็นอันตราย ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับหมอนรองกระดูก หรือ เส้นประสาทโดนกดทับ การนวดด้วยวิธีนี้จะไปคลายจุดปวด ช่วยคลายเส้น คลายกล้ามเนื้อ คนไข้จะรู้สึกสบายขึ้น การนวดเป็นวิธีการรักษาหนึ่งที่ได้ผลดีมากกับอาการปวดหลังที่มีสาเหตุมากจาก กล้ามเนื้อหดตัว หรือ กล้ามเนื้ออักเสบ

การรักษาด้วยวิธี การฝังเข็ม
เป็นวิธีการทางแพทย์แผนจีน แต่ในปัจจุบัน วิธีการฝังเข็มนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการปวดเฉพาะจุด โดยแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูกันอย่างกว้างขวา

การฉีดยาเข้าบริเวณรากประสาทไขสันหลัง หรือ ข้อต่อกระดูก
รักษาอาการปวดหลัง ด้วย การฉีดยาเข้ารากประสาท เพื่อลดอาการอักเสบ และ ลดอาการปวดได้อย่างตรงจุด

การรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุ ที่เรียกว่า นิวคลีโอพลาสตี้ (Nucleplasty)
เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กสอดเข้าไปในหมอนรองกระดูก บริเวณที่มีการยื่นกดทดเส้นประสาท คลื่นวิทยุจะทำให้เกิดความร้อนที่ปลายเข็ม ไปสลายหมอนรองกระดูกที่ยื่นไปกดทับเส้นประสาท ช่วยให้อาการปวดหายไปได้โดยไม่ต้องผ่าตัด มีเพียงแผลขนาดเล็ก 3 รู เท่านั้น อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

วิธีเคาะปอดเพื่อขับเสมหะ

การขับเสมหะออกจากปอดและหลอดลม วิธีเคาะปอดเพื่อขับเสมหะ
ต้องอาศัยองค์ประกอบดังต่อไปนี้ วิธีเคาะปอดเพื่อขับเสมหะ
การจัดท่าผู้ป่วย (Postural drainage)
การเคาะ (Percussion)
การสั่นสะเทือน (Vibration)
การไออย่างมีประสิทธิภาพ (Effective cough)

หลักการทั่วไปในการเคาะปอด
การจัดท่าเพื่อระบายเสมหะ เป็นวิธีการที่อาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก (gravity) เป็นหลัก โดยจัดให้ส่วนของปอดที่ต้องการระบาย อยู่เหนือกว่าหลอดลม และปาก ทำให้เสมหะไหลออกจากหลอดลมเล็กสู่หลอดลมใหญ่ และถูกขับออกโดยกระตุ้นให้ผู้ป่วยไอ และบ้วนเสมหะ
การเคาะ (Percussion) ใช้อุ้งมือไม่ควรใช้ฝ่ามือ โดยทำมือให้เป็นลักษณะคุ้ม นิ้งแต่ละนิ้วชิดกันที่เรียกว่า cupped hand เคาะบริเวณทรวงอกส่วนที่ได้รับการจัดท่า
ใช้ผ้ารองบนส่วนที่จะเคาะ
การเคาะแต่ละท่าควรใช้เวลาประมาณ 1 นาที
ขณะเคาะหากผู้ป่วยไอควรหยุดเคาะ ให้ใช้การสั่นสะเทือนแทน โดยการใช้มือวางราบพร้อมทั้งเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณต้นแขน และหัวไหล่ ในจังหวะการหายใจเข้าเต็มที่ และกำลังหายใจออก
ฝึกการไอให้มีประสิทธิภาพ โดยให้ผู้ป่วยหายใจเข้าเต็มที่ช้าๆ กลั้นไว้สักครู่ และไอออกมาโดยเร็วและแรง
ควรเคาะก่อนรับประทานอาหาร หรือขณะท้องว่าง หรือหลังรับประทานอาหารอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการสำลักและอาเจียน
ท่าทางที่ใช้ในการระบายเสมหะออกจากปอดและหลอดลม

ปอดส่วนบน (Upper lobes)

รูปที่ 1 ปอดส่วนบนด้านยอด (Apical segment)
นั่งตัวตรงเอนไปด้านหลังประมาณ 30 องศา เคาะบริเวณหัวไหล่ ระหว่างกระดูกต้นคอ และกระดูกสะบัก

รูปที่ 2 ปอดส่วนบนด้านหลัง (Posterior segment)
นั่งตัวตรงเอนไปด้านหน้าประมาณ 30 องศา ใช้หมอนสอดไว้ใต้ท้อง เคาะ และสั่นสะเทือนบริเวณบ่าด้านหลัง

รูปที่ 3 ปอดส่วนบนด้านหน้า (Anterior segment)
ให้ผู้ป่วยนอนหงายราบ ใช้หมอนสอดใต้เข่า เพื่อให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าสบาย เคาะบริเวณหน้าอกด้านหน้าช่วงบน ทั้ง 2 ข้าง

รูปที่ 4 ปอดส่วนบนด้านซ้าย (Lingular segment)
จัดเตียงผู้ป่วยให้ยกส่วนปลายสูง 14 นิ้ว หรือ 15 องศา ให้ผู้ป่วยนอนตะแคง ทับด้านขวา ดดยแนไปด้านหลังประมาณ ¼ ใช้หมอนรองส่วนหลังบริเวณหัวไหล่จนถึงสะโพก งอเข่าเล็กน้อย เคาะบริเวณราวนมด้านซ้าย
ปอดส่วนกลาง (Middle lobes) อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

“ออทิสติก”? สังเกตไม่ยาก…แต่ไม่ง่าย อย่าเพิ่งด่วนสรุป

ลองอ่านกรณีตัวอย่างเด็กที่ดูเหมือนจะใช่ ออทิสติก แต่สรุปแล้วก็ไม่ใช่ กันดู
เด็กผู้ชายอายุประมาณ 2 ปี หน้าตาน่ารัก คุณพ่อคุณแม่พามาพบหมอด้วยสาเหตุ น้องพูดช้า พูดได้แต่คำเดี่ยวๆ 2-3 คำ เช่น พ่อ แม่ นอกนั้นเป็นภาษาที่ฟังไม่ออก หรือที่เราเรียกว่า ภาษามนุษย์ต่างดาว นอกจากนี้ก็มีอาการซน เดินไปมา ปีนป่ายตลอด ชอบมองพัดลมหมุนๆ เจอพัดลมที่ไหนต้องวิ่งไปนั่งดู มองหน้าสบตาได้น้อย ไม่ค่อยเล่นกับเด็กอื่นๆ เวลาคุณพ่อคุณแม่พาไปเล่นของเล่นตามห้างก็จะยืนมองเด็กคนอื่นไม่เข้าไปเล่นด้วย

เมื่อได้พูดคุยอย่างละเอียด ก็มีข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ปกติน้องจะมีคุณยายเป็นคนเลี้ยงดู คุณยายอายุประมาณ 60 ปี เดินเหินลำบาก ตามจับหลานไม่ค่อยทัน เลยเปิดโทรทัศน์ให้หลานดูเกือบทั้งวัน เด็กจึงมีโทรทัศน์เป็นพี่เลี้ยงหลัก พูดช้า ไม่ค่อยมองหน้าสบตาคน ชอบมองของหมุนๆ จากอาการลักษณะแบบนี้เกือบ 80 % ก็เข้าข่ายลักษณะอาการ ออทิสติก แต่เมื่อคลุกคลีกับเด็กได้สักพัก เด็กน้อยจะสบตาแล้วเริ่มเล่นด้วย พอเราจะหยุดเล่นเค้ากลับดึงมือเราให้ไปเล่นด้วยต่อ พร้อมกับส่งเสียงภาษาต่างดาว ซึ่งน่าจะหมายความว่า “เล่นอีก เล่นอีก” ลักษณะแบบนี้จึงไม่น่าจะใช่ออทิสติกจริงๆ

ข้อสรุปสำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ และผู้ปกครอง สำหรับกรณีคล้ายๆ กันนี้
1.ระวังเหตุลวง เด็กเล็กที่นั่งดูแต่โทรทัศน์ทั้งวัน ไม่มีคนพูดคุยเล่นด้วย ทำให้ไม่ค่อยได้พูด เป็นเหตุให้เขาพูดได้ช้า และไม่มีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ จึงอาจเป็นตัวลวงให้ดูเหมือนออทิสติกได้ในบางมุม แต่ที่จริงแล้วลักษณะเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่า เด็กกำลังติดขัดในพัฒนาการทางสังคม

2.เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ขวบ ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์หรือสื่อใดๆ เพราะช่วง 2 ขวบปีแรก สมองด้านการเรียนรู้ภาษาจะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างมาก หากเด็กอยู่กับโทรทัศน์มากจะทำให้พัฒนาการทางภาษาล่าช้า การที่เด็กส่งเสียงมา แล้วมีพ่อแม่หรือคนเลี้ยงดูโต้ตอบ จะกระตุ้นให้เด็กอยากสื่อสาร ทำให้การสื่อสารเป็นเรื่องสนุกสำหรับเขา เด็กก็จะมีพัฒนาการทางด้านภาษาที่ดีขึ้น

3.สบตาไม่สบตา ต้องใช้เวลาสังเกต เด็กที่มีลักษณะซนมากๆ หรือมีความจดจ่อสิ่งต่างๆ ได้สั้นมาก อาจทำให้เขาไม่ได้สนใจกับการมองหน้าสบตาคนมากนัก เพราะเขาอยากเล่น อยากสำรวจสิ่งต่างๆ มากกว่า ถ้าอยากจะทดสอบให้แน่ใจ เราควรเข้าไปอยู่กับเด็กในระหว่างที่เขากำลังสนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดอยู่ และอยู่กับเขาอย่างสนุกสนานจริงๆ เราจะรู้ได้ว่าเด็กสนใจและสบตามองหน้าคนอื่นหรือไม่อย่างไร

4.ข้อเท็จจริงของการที่เด็กสนใจของหมุนๆ ที่ใครต่อใครหลายคนบอกว่าเป็นลักษณะของเด็กพิเศษนั้น จากข้อเท็จจริงมักพบว่า เด็กทั่วไปที่ปกติจำนวนไม่น้อยก็ชอบมองของหมุนๆ และมีเด็กออทิสติก จำนวนไม่น้อยก็ไม่ได้ชอบมองของหมุนๆ เสมอไปเช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

มีฟันล่างสบคร่อม ฟันบน จัดฟันแล้วเริ่มดีขึ้น ภายใน 2 เดือน

ด.ช.ปริชญ์ ตุ้ยมา หรือน้องปันปัน อายุ 9 ปี มาตรวจติดตามดูแล สุขภาพฟัน หลังเข้ารับการจัดฟันได้ 2 เดือน คุณแม่จิรพรรณี ได้เล่าให้ฟังว่า..” ปกติพาน้องมาดูแล สุขภาพฟัน เป็นประจำที่ รพ.สินแพทย์ กับคุณหมอนภนิต ที่เป็นทันตแพทย์เด็ก ตั้งแต่เล็กๆ และดูแลกันมาตลอด สักประมาณ 6 เดือนก่อนหน้าที่จะเริ่มรักษาจัดฟัน คุณหมอนภนิตบอกว่า ดูแนวโน้มแล้วฟันของน้องปันปัน น่าจะมีปัญหาเรื่องความสวยงาม เพราะเริ่มจะมีฟันล่างคร่อมฟันบน คุณแม่เองก็เพิ่งเริ่มมาสังเกตต่อ ตอนแรกคนอื่นๆ รวมถึงตัวคุณแม่เองก็คิดว่า คงต้องรอให้ฟันแท้ขึ้นหมด หรือรอให้โตก่อนค่อยวางแผนจัดฟัน แต่คุณหมอบอกว่า ให้ลองปรึกษาคุณหมอธนพรดู เป็นทันตแพทย์เด็กด้วย เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันเด็กด้วย ปัจจุบันการจัดฟันสามารถเริ่มได้เลย ถ้าคุณหมอดูแล้วว่าเด็กมีความพร้อม ตอนนี้น้องผ่านการจัดฟันมาได้ 2 เดือน ตรวจฟันวันนี้ คุณหมอบอกว่าฟันเริ่มเข้าที่แล้ว ที่ผ่านมาก่อนทำก็กังวลว่าน้องจะใส่อุปกรณ์ได้ไหม จะลำบากเรื่องการพูดและการเรียนภาษาอังกฤษไหม แต่น้องก็ทำได้ค่ะ พูดได้ปกติ ดูแลอุปกรณ์จัดฟันได้ ใส่เองได้ ถอดล้างเองได้เลยค่ะ ตอนนี้ก็ยิ้มได้มั่นใจมากขึ้นแล้ว”

ทพญ.ธนพร พิศาลชัยยงค์ ทันตแพทย์เด็ก เชี่ยวชาญด้านการจัดฟันในเด็ก ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า” ปัญหาของการเรียงตัวของฟันที่ไม่สวยงาม ฟันเก ฟันซ้อน ฟันยื่น ฟันล่างสบคร่อมฟันบน ในเด็กนั้น เกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งพันธุกรรม การดูแลสุขภาพฟันน้ำนมไม่ดีพอ จนต้องถอนออกก่อนกำหนด ก็จะทำให้เกิดฟันล้มฟันเกตามมา พฤติกรรมที่ผิดปกติ เช่น ดูดนิ้ว กัดเล็บ ติดจุกนมปลอม กัดริมฝีปาก รวมถึงปัญหาด้านสุขภาพ เช่น ภูมิแพ้ หรือโรคทางเดินหายใจ สาเหตุต่างๆเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้เกิดปัญหาการจัดเรียงตัวของฟันแท้ได้ทั้งสิ้น อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ทารกแรกเกิด ได้รับการตรวจคัดกรอง

ตรวจคัดกรอง โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิดชนิดเขียว (Cyanotic Cori genital Heart Disease Screening)
ตรวจคัดกรองโรคเอ๋อ (ภาวะพร่องธัยรอยด์ฮอร์โมน) (Hypothyroidism, Phenylketonuria)
ตรวจคัดกรองการได้ยิน (Hearing Screening)
การตรวจคัดกรองภาวะตัวเหลือง (Neonatal Hyperbilirubinemia Screening)

โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิดชนิดเขียว
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด เป็นสาเหตุให้ทารกเสียชีวิตได้ หากไม่ได้รับการดูแลและรักษาอย่างทันท่วงที โดยสถิติของการเกิดโรคนี้ ประมาณ 5-10 คน ต่อทารก 1000 คน

วิธีการ
วัดค่าความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด โดยการใช้เครื่อง Pulse Oximeter
วันในขณะที่เด็กนอนหลับ โดยติดสายวัดที่มือ และเท้าของทารกข้างเดียวกัน เปรียบเทียบค่าที่ได้ ค่าปกติต้องมากกว่า หรือเท่ากับ 95% หากน้อยกว่า 95% อาจต้องทำการตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจ Echo ดูลักษณะของหัวใจ

ข้อแนะนำ
ผู้เลี้ยงดูควรสังเกตอาการที่ผิดปกติ ถ้าดูดนมได้ช้า ดูดนมแล้วหอบเหนื่อย เหนื่อยหอบง่าย เลี้ยงไม่โต หรือเติลโตช้า เขียวเวลาดูดนม ซึ่งเป็นอาการหนึ่งที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ

โรคเอ๋อ
โรคเอ๋อ หรือ ภาวะปัญญาอ่อนจากการพร่องธัยรอยด์ฮอโมนแต่กำเนิด ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของต่อมธัยรอยด์ หรือการขาดสารไอโอดีนของมารดาในขระตั้งครรภ์ สำหรับประเทศไทยพบทารกที่เป็นโรคเอ๋อ 1 คนต่อทารก 4,000 คน ภาวะนี้ หากไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วจะทำให้พัฒนาการของร่างกายและสติปัญญาล่าช้า เด็กที่ได้รับการรักษาภายใน 1 เดือน จะสามารถพัฒนาการได้ปกติตามวัย

วิธีการ
ในทารกที่มีอายุครบ 2 วัน หรือ วันก่อนกลับบ้าน จะมีการเจาะเลือดที่หลังมือใส่กระดาซับเลือด เพื่อส่งตรวจดูค่า TSH และ PKU กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

ข้อแนะนำ
คุณพ่อคุณแม่ ควรให้เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวกที่สุดกับพยาบาล ก่อนกลับบ้าน เนื่องจากผลตรวจจะทราบหลังวันตรวจประมาณ 2-3 วัน
กรณีผลเลือดผิดปกติ ทางโรงพยาบาลจะรีบโทรติดต่อผู้ปกครองให้พาเด็กหลับมาตรวจซ้ำ และรีบให้การรักษาโดยเร็วที่สุด

การได้ยินในทารกแรกเกิด
เพราะเด็กมีการเรียนรู้จากการฟัง เพื่อให้เกิดพัฒนาการทางภาษาและการพูด หากเด็กไม่ได้ยินเสียงจะส่งผลให้พัฒนากการทางภาษาไม่เกิด หรือมีพัฒนาการช้า โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรก โดยพบอัตราการสูญเสียการได้ยินในทารกแรกเกิด 1-3 คน ต่อทารก 1,000 คน และ 2-4 คน ต่อทารก 100 คน ที่มีปัจจัยเสี่ยง

วิธีการ
ตรวจวัดการได้ยินในขณะที่เด็กหลับ โดยใส่ Headphone ในรูหูเด็กทีละข้าง แล้วปล่อยเสียง Click ในระดับความดังที่ไม่เป็นอันตรายต่อหู และไม่รบกวนการนอนของเด็ก เครื่องจะแปลผลการได้ยินและทราบผลการตรวจทันที เป็นการตรวจวัดที่แม่นยำ และเชื่อถือได้

ข้อแนะนำ
หากพบมีความผิดปกติในการได้ยิน ตั้งแต่แรกเกิด เด็กควรได้รับการช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการได้ยินก่อนอายุ 6 เดือน เพื่อให้เด็กมีพัฒนาการใกล้เคียงกับเด็กปกติ และที่สำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นคอยสังเกตพัฒนาการเด็กตามวัยอยู่เสมอ อ่านเพิ่มเติม

Categories
สุขภาพ

ฮีน็อค ชอนไลน์ เพอพูรา คืออะไร??

henoch-Schonlein purpura
คือ อาการแสดงของการอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็กในอวัยวะร่างกายหลายๆระบบ เช่น ผิวหนัง ทางเดินอาหาร ไต ข้อและระบบประสาท สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด เป็นโรคในกลุ่ม vasculitis ที่พบบ่อยในเด็ก เริ่มมีรายงานในปี ค.ศ. 1837 โดย schonilein ได้พบว่ามีอาการของโรคที่เป็นผื่น ร่วมกับข้ออักเสบ และในปี ค.ศ. 1874 henoch รายงานถึงโรคที่มีกลุ่มอาการร่วม อันได้แก่ ปวดท้อง เลือดออกทางเดินอาหาร ผื่นแดงนูน purpura ข้อักเสบหรือปวดข้อ และปัสสาวะมีเลือด

มักพบในเด็กที่อายุน้อยกว่า 10 ปี โดยส่วนใหญอยู่ในช่วงอายุ 3-6 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในเด็กที่อายุ 15 ปี พบในเพศชายกว่าเพศหญิง 1:8:1 อุบัติการณ์ของโรคประมาณ 10-20.4 ต่อเด็ก 100,000 คน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด แต่มากกว่าร้อยละ 75 มักพบตามหลังการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนบน โดยเชื่อ group A B hemolytic streptococcus เป็นเชื้อที่พยบ่อย นอกจากนี้ก็ยังมีรายงานว่าพบ ร่วมกับ การติดเชื้ออื่นๆด้วย เช่น ไวรัสตับอักเสบ A, B, CMV, varicella, parvovirus B19

สาเหตุ
สาเหตุของโรคนี้ยังไม่ชัดเจน แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากปฏิกิริยาการตอบสนองภูมิคุ้มกันของร่ายกายต่อการติดเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย, ไวรัส, ยาบางชนิด เช่น penicillin, ciprofloxacin, levodopa โดยพบว่า จากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทำให้เกิด IgA1-containing immune complex เกาะติดที่ผนังหลอดเลือดขนาดเล็ก เกิดภาวะการอักเสบ การอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็ก เมื่อมีการติดชิ้นเนื้อผิวหนังไปตรวจทางพยาธิจะพบ leucocytoclastic vasculitis with perinuclear infiltration of polymorphs and mononuclear cells ส่วนในลำไส้เมื่อตัดชิ้นเนื้อตรวจก็จะพบว่ามี IgA เกาะติดที่ชั้น mucosa ภาวะการอักเสบของหลอดเลือดขนาดเล็ก(vasculitis) เมื่อเกิดที่อวัยวะใดก็จะทำให้เกิดอาการผิดปกติที่อวัยวะนั้น เช่น อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด, ตับอ่อนอักเสบ, ไตอักเสบ, ปัสสาวะเป็นเลือด, มีโปรตีนรั่วออกมาในปัสสาวะ อาจเกิดภาวะชักได้

อาการและอาการแสดง
ผิวหนัง พบมากถึงร้อยละ 97 ในเด็กที่เป็นโรคนี้ โดยส่วนใหญ่จะเป็น ลมพิษ macular eruption หรือผื่นแดง (palpable purpura) ที่หน้าแข้ง ขา ก้น แขน มักไม่ค่อยพบที่บริเวณใบหน้าหรือแขน โดยมักพบเท่าๆกันทั้ง 2 ข้าง แต่ในเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 3 ปี อาจพบที่ศรีษะและหน้าได้
ระบบทางเดินอาหาร พบร้อยละ 50-58 มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน อาจมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด หรือ ตรวจอุจจาระพบ occult blood เป็นผลบวก มักเกิดร่วมกับผื่นผิวหนัง แต่ก็สามารถเกิดอาการเฉพาะระบบทางเดินอาหารอย่างเดียวได้ อาการในระบบนี้อาจเกิดก่อนหรือหลังผื่นประมาณ 1 สัปดาห์ ภาวะแทรกซ้อนที่พบมีทั้งภาวะลำไส้กลืนกัน (Intussuscrption) พบได้ร้อยละ 2-10 อาจมีตับอ่อนอักเสบ ลำไส้ขาดเลือดหรือเป้นมากอาจมีลำไส้ทะลุได้นอกจากนี้อาจตรวจพบว่าเกิดตับโตหรือตับอักเสบร่วมด้วยได้
ระบบข้อ เกิดปวดข้อ และมีข้ออักเสบได้ ร้อยละ 74-78 ในเด็กโรคนี้ภาวะข้ออักเสบ(artritis) มักเป็นชั่วคราว เปลี่ยนข้อที่ปวดได้ ไม่ค่อยเกิดการเสียรูปของข้อ ตำแหน่งข้อที่พบบ่อยมักเป็นที่ ข้อเข่า ข้อเท้าเป็นอาการแรกที่พบในโรคนี้ประมาณร้อยละ 15 อาจเกิดก่อนผื่นได้ 1-2 วัน อ่านเพิ่มเติม