ผู้สูงวัย กับสัตว์เลี้ยง

ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งจะทำให้ผู้สูงวัยบางคนรู้สึกเหงา เพราะลูกหลานโตขึ้น หลายคนไปมีครอบครัวไม่มีเวลาให้ผู้สูงอายุเหมือนเดิม ถ้าไม่อยากให้ผู้สูงอายุรู้สึกโดดเดี่ยว การมี สัตว์เลี้ยง อยู่ใกล้ๆ ก็สามารถทำให้อารมณ์ความรู้สึกของผู้สูงวัยเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
การเลือกชนิดของสัตว์เลี้ยง จะต้องเหมาะกับผู้สูงวัย อย่าเลือกสัตว์เลี้ยงที่มีพลังมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้สูงวัยดูแลไม่ไหว ก่อนเลี้ยงสัตว์ต้องเช็คให้แน่ใจก่อนว่าผู้สูงวัยที่บ้านไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ เพราะถ้าเลี้ยงแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับการต้องไปรักษาสุขภาพภายหลัง
เพิ่มความสุข ลดความเครียด เหงา เศร้า เพราะความน่ารักของสัตว์เลี้ยงจะช่วยทำให้โลกของผู้สูงอายุสดชื่นมีชีวิตชีวาขึ้น จากที่เคยนั่งเหงาๆ ซึมเศร้า การมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆ อยู่ในบ้านด้วยก็ช่วยสร้างบรรยากาศในบ้านให้น่าอยู่มากขึ้น ผู้สูงวัยก็จะมีความสุขมากขึ้นได้แบบทันท่วงที ยิ่งถ้าเป็น ผู้สูงวัยที่รักสัตว์ด้วยแล้ว รับรองว่าจะมีแต่เรื่องน่ายินดี
เพิ่มความจำ การเลี้ยงสัตว์ไม่ใช่แค่ชื่นชมในความน่ารักของสัตว์เลี้ยงอย่างเดียว แต่ยังช่วยเพิ่มความจำให้กับผู้สูงวัยด้วย เพราะต้องคอยให้อาหาร อาบน้ำ พาไปตัดขน ฯลฯ ช่วยเพิ่มกิจวัตรประจำวันให้ผู้สูงวัยได้มีงานอดิเรก ทำให้การใช้ชีวิตประจำวันไม่น่าเบื่อ
มีสังคมใหม่ๆ การเลี้ยงสัตว์ก็ไม่ต่างอะไรกับการดูแลคน ยิ่งผู้สูงวัยมีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน ก็ต้องพาออกไปเดินเล่นนอกบ้าน พาไปทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเวลาออกไปนอกบ้านก็ทำให้ผู้สูงวัยมีสังคมเพื่อนใหม่ๆ ที่มีสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน ทำให้ได้รู้จักคนใหม่ๆ สังคมใหม่ๆ เพิ่มขึ้นด้วย มีการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงซึ่งกันและกัน
จิตใจอ่อนโยน ผู้สูงวัยที่อยู่บ้านคนเดียวหรืออยู่อย่างโดดเดี่ยว หลายครั้งทำให้อารมณ์ขุ่นมัว ไม่สดชื่น การมีสัตว์เลี้ยงทำให้ต้องคอยดูแล หาอาหาร คอยสังเกตอาการเวลาสัตว์เลี้ยงป่วย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ช่วยกล่อมเกลาให้ผู้สูงวัยมีจิตใจอ่อนโยนโดยธรรมชาติ อ่านเพิ่มเติม

ปัสสาวะเป็นเลือด “ส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ” หาต้นตอได้

การส่องกล้องตรวจ กระเพาะปัสสาวะ เป็นอีกหนึ่งการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคในระบบกระเพาะปัสสาวะ สามารถตรวจเพื่อดูลักษณะของท่อปัสสาวะและเยื่อบุภายในกระเพาะปัสสาวะ ช่วยให้แพทย์มองเห็นจากกล้องชนิดพิเศษเรียกว่ากล้องซิสโตสโคป (cystoscope) ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อยาวมีกล้องพร้อมไฟส่องที่ปลายท่อ สอดผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปยังกระเพาะปัสสาวะเพื่อการวินิจฉัย ติดตามและรักษาโรคหรือความผิดปกติของท่อปัสสาวะและกระเพาะปัสสาวะได้อย่างชัดเจน
ทำไมต้องส่องกล้องตรวจ กระเพาะปัสสาวะ
เมื่อมีข้อบ่งชี้สงสัยในความผิดปกติของกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจใช้การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค หรือหาสาเหตุของอาการต่างๆ อาทิ
• มีเลือดในปัสสาวะ (ปัสสาวะเป็นเลือด)
• พบเซลล์ผิดปกติในตัวอย่างปัสสาวะ
• ตรวจพบกระเพาะปัสสาวะติดเชื้อบ่อยๆ
• เมื่อมีอาการปวดบริเวณกระเพาะปัสสาวะ ท่อปัสสาวะ หรือปวดขณะถ่ายปัสสาวะ
นอกจากการตรวจหาความผิดปกติในระบบกระเพาะปัสสาวะแล้ว การตรวจวิธีการมีประโยชน์อย่างยิ่งในการตรวจพบปัญหาอื่นๆ เช่น นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ เลือดออก เนื้องอก และความผิดปกติทางรูปร่างของกระเพาะปัสสาวะ อีกทั้งยังสามารถตรวจและวินิจฉัยโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ เป็นการตรวจเพื่อหาตำแหน่ง ขนาด จำนวนและรูปร่างของเนื้องอก และตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อยืนยันว่าเป็นเซลล์มะเร็งหรือไม่ เป็นมะเร็งชนิดใด และมีการลุกลามมากน้อยแค่ไหน วินิจฉัยภาวะต่อมลูกหมากโต หรือท่อปัสสาวะตีบ การส่องกล้องจะช่วยให้แพทย์มองเห็นการตีบแคบของท่อปัสสาวะซึ่งเป็นผลมาจากการเบียดทับของต่อมลูกหมากที่โตขึ้น หรือการตีบของท่อปัสสาวะที่เกิดจากพังผืดได้อีกด้วย
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ ส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ
ผู้ที่มีความรู้สึกถึงความผิดปกติของตัวเอง เช่น ปัสสาวะมีเลือดปน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน และอาการปวด เจ็บ หรือขณะปัสสาวะ ทั้งนี้ การส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะเป็นโปรแกรมการรักษาที่มีความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนน้อย ดังนั้นหากพบความผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ อ่านเพิ่มเติม

ท้องอืด แน่นท้อง คลำพบก้อน อาจใช่ “มะเร็งรังไข่”

ช่วงนี้รู้สึกเหมือนตัวเองมีพุง ท้องโต เหมือนกับคนอ้วนลงพุง ผู้หญิงหลายคนอาจจะโฟกัสไปเรื่องการลดน้ำหนัก แต่หากสัญญาณผิดปกตินี้… มาพร้อมกับอาการอื่นๆ ร่วมด้วย นี่อาจไม่ใช่แค่ภาวะอ้วนลงพุงธรรมดา แต่อาจเสี่ยง “มะเร็งรังไข่” หนึ่งในโรคมะเร็งสตรีที่ควรรีบตรวจให้แน่ชัดและเริ่มต้นรักษา

ท้องโตเหมือนอ้วนลงพุง…พร้อมอาการร่วมเหล่านี้ อาจเสี่ยงมะเร็งรังไข่
รู้สึกอืด แน่นท้อง
น้ำหนักเพิ่มหรือลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ท้องผูกสลับท้องเสีย
ปัสสาวะบ่อย
คลำพบก้อนที่ท้อง
ใครบ้างที่เป็นกลุ่มเสี่ยง “โรคมะเร็งรังไข่”
ผู้ที่คนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม หรือมะเร็งลำไส้
ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นมะเร็งเต้านม หรือมะเร็งลำไส้มาก่อน
ผู้ที่มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หรือผู้ที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหลังอายุ 55 ปี
รู้ไหม? ตรวจภายใน ช่วยค้นหาความผิดปกติที่อาจเกิดจากมะเร็งรังไข่ได้นะ
แม้ว่ามะเร็งรังไข่จะไม่มีอาการแสดงชัดเจนในช่วงระยะแรกๆ แต่ก็สามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากการ “ตรวจภายในประจำปี” เนื่องจากแพทย์จะทำการคลำรังไข่ทั้ง 2 ข้างในระหว่างการตรวจทางช่องคลอดและทวารหนัก หากพบความผิดปกติ เช่น มีถุงน้ำรังไข่หรือเนื้องอกพังผืด แพทย์ก็จะทำการส่งตรวจเพิ่มเติม คือ ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงทางช่องคลอด และตรวจเลือดเพื่อวัดปริมาณสารที่สร้างจากมะเร็งรังไข่ หรือที่เรียกว่า CA125 ซึ่งค่านี้อาจสูงขึ้นจากการมีโรคมะเร็งรังไข่แอบแฝงอยู่ หรือเป็นเพียงภาวะอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งก็ได้ อ่านเพิ่มเติม

อันตรายกว่าที่คิด แคลเซียม ในเลือดผิดปกติ

แคลเซียม เป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกาย โดย 99% ของ แคลเซียม จะถูกใช้ในการสร้างกระดูกและฟัน ส่วนอีก 1% นั้นจะอยู่ในเลือด ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น การหดตัวของกล้ามเนื้อ การเต้นของหัวใจ การทำงานของระบบประสาท ซึ่งปกติแล้วร่างกายก็จะมีการผลิตฮอร์โมนหลายชนิดขึ้นมาเพื่อควบคุมสมดุลแคลเซียมในเลือดให้เหมาะสม เพราะปริมาณแคลเซียมในเลือดที่ผิดปกติเพียงนิดเดียวนั้นสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายชนิดที่เราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

ร่างกายผลิตแคลเซียมได้เองหรือไม่?
แม้ว่าแคลเซียมจะมีอยู่ในร่างกาย แต่ร่างกายก็ไม่สามารถสังเคราะห์แคลเซียมเองได้ จึงต้องรับแคลเซียมจากอาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมในบริเวณลำไส้เล็ก ซึ่งก็สามารถดูดซึมได้เพียง 20-25% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกจากร่างกายผ่านทางอุจจาระ

แคลเซียมในเลือดผิดปกติ คืออะไร?
ปกติแล้วปริมาณแคลเซียมในเลือดของผู้ใหญ่ จะมีค่ามาตรฐานอยู่ที่ 8.8-10 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หากตรวจพบว่ามีค่าแตกต่างไปจากนี้ อาจเข้าข่ายภาวะแคลเซียมในเลือดผิดปกติ โดยแบ่งออกเป็น

ภาวะแคลเซียมในเลือดสูงกว่าปกติ (Hypercalcemia)
ภาวะนี้มักเกิดจากภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินไป หรืออาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีวิตามินดี วิตามินเอ หรือแคลเซียมเสริมมากเกินไป รวมทั้งอาจพบได้ในผู้ที่เป็น โรคไต วัณโรค โรคมะเร็งที่แพร่กระจายไปที่กระดูก และผู้ที่เคลื่อนไหวร่างกายได้น้อย มีการกดทับที่กระดูกเป็นระยะเวลานาน ทำให้กระดูกคลายแคลเซียมเข้าสู่เลือด

โดยผู้ที่มีปริมาณแคลเซียมในเลือดสูงไม่มากนัก มักจะไม่แสดงอาการใดๆ แต่ในรายที่แคลเซียมในเลือดสูงรุนแรง อาจแสดงอาการแตกต่างกันไป เช่น คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย กล้ามเนื้ออ่อนแรง อ่อนเพลีย สับสน หัวใจเต้นผิดจังหวะ ใจสั่น รวมไปถึงกระดูกบาง แตกหักได้ง่าย

ภาวะแคลเซียมในเลือดต่ำกว่าปกติ (Hypocalcemia)
เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียปริมาณแคลเซียม หรือไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้เท่าที่ควร หรือมีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ ทำให้ดูดซึมแคลเซียมได้ยากขึ้น และอาจเป็นผลข้างเคียงจากโรคหรือการใช้ยาต่างๆ เช่น โรคตับ ตับอ่อนอักเสบ ไตวาย การใช้ยาเคมีบำบัด การถ่ายเลือด รวมไปถึงภาวะเครียด หรือวิตกกังวลอย่างรุนแรง

ผู้ที่มีแคลเซียมในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน มักมีอาการ เวียนศีรษะ เป็นตะคริว ชาบริเวณใบหน้า มือ และฝ่าเท้า กระดูกเปาะ ทรงตัวลำบาก มีปัญหาเกี่ยวกับความจำ และอารมณ์เปลี่ยนแปลงได้ง่าย อ่านเพิ่มเติม

รู้ไหม? ตรวจภายใน…ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการผิดปกติ

ตรวจภายใน คำที่ผู้หญิงส่วนใหญ่คุ้นเคย คือการตรวจระบบสืบพันธุ์สตรีภายในบริเวณอุ้งเชิงกราน ช่องคลอด ปากมดลูก มดลูก ท่อนำรังไข่ รังไข่ กระเพาะปัสสาวะ รวมถึงทวารหนัก เพื่อค้นหาความผิดปกติที่อาจเป็นสัญญาณของโรคต่างๆ
ทำไมต้องตรวจภายใน
การ ตรวจภายใน เป็นได้ทั้งการตรวจสุขภาพประจำปี หรือตรวจเมื่อผู้ป่วยรู้สึกว่ามีความผิดปกติและเข้ามาพบแพทย์ โดยแพทย์จะทำการซักประวัติ เพื่อประเมินอาการและวินิจฉัยว่าจำเป็นต้องตรวจภายในหรือไม่ แต่โดยทั่วไปแล้วการตรวจภายในมักจะเป็นการตรวจเพื่อ..
ตรวจเพื่อคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก (แปปสเมียร์-Pap Smear)
ตรวจหาการติดเชื้อในช่องคลอด เช่น การติดเชื้อรา หรือแบคทีเรีย
ตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคหนองในแท้ โรคหนองในเทียม โรคเริม โรคพยาธิในช่องคลอดจากการติดเชื้อ หรือโรคติดเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV)
ตรวจและหาสาเหตุของภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก ตกขาวผิดปกติ เนื้องอกมดลูก เนื้องอกรังไข่ ภาวะมดลูกหย่อน อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานหรือบริเวณหลัง
ตรวจก่อนการคุมกำเนิด เพื่อดูว่าอุปกรณ์ที่จะใช้มีความเหมาะสม เช่น การใส่ห่วงอนามัย
ตรวจเมื่อเริ่มตั้งครรภ์ เพื่อประเมินความสมบูรณ์พร้อม หาความเสี่ยง และป้องกันโรคที่เกี่ยวข้อง
ใครบ้างที่ควรตรวจภายใน
โดยปกติแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ผู้หญิงที่มีอายุ 21 ปีขึ้นไปทำการตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง ยกเว้นกรณีที่มีความเสี่ยงหรือมีปัญหาสุขภาพในรายบุคคลอาจต้องตรวจถี่ขึ้นเพื่อติดตามผลและป้องกันความเสี่ยง ทั้งนี้ผู้หญิงที่ไม่มีเพศสัมพันธ์หรือหญิงโสด ถ้าประจำเดือนมาตามปกติ ไม่มีอาการอื่นๆ ที่น่าสงสัย ควรตรวจหาความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูกเมื่ออายุ 30 ปีขึ้นไป สำหรับสตรีทุกช่วงอายุที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับอุ้งเชิงกรานและอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น
มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดที่ไม่ใช่ประจำเดือน
ปวดท้องน้อย
ปวดประจำเดือนมากผิดปกติ
ตกขาวผิดปกติ
สงสัยว่ามีก้อนหรือคลำพบก้อนที่ท้องน้อย
ช่องคลอดมีกลิ่น
มีแผลบริเวณอวัยวะเพศ
ควรเขาพบสูตินรีแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา โดยปกติแล้วแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจเบื้องต้น เพื่อประเมินว่าจำเป็นต้องตรวจภายในหรือไม่ ซึ่งในบางรายก็ไม่จำเป็นต้องตรวจภายใน อ่านเพิ่มเติม

เทคนิคจัดการอารมณ์เหวี่ยงวีน เมื่อเข้าสู่วัยทอง

ผู้หญิงเราพออายุย่างเข้าสู่วัยทอง ฮอร์โมนผู้หญิง ก็จะเริ่มลดน้อยลง ทำให้เกิดอาการและความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามมา อาการหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ อาการทางด้านอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ หงุดหงิดง่าย ขี้น้อยใจ อารมณ์แปรปรวนง่าย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับมือให้อยู่หมัด เพราะไม่เช่นนั้นสิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เสียสุขภาพจิตทั้งต่อตนเองและต่อผู้ที่อยู่รอบข้าง
เทคนิคจัดการกับอารมณ์ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของคนวัยทอง
เผชิญความเปลี่ยนแปลงด้วยความเข้าใจ หลายคนเมื่อถึงวัยทองแล้วไม่อาจยอมรับสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยในด้านต่างๆ ได้ เช่นความจำไม่ดี ตอบสนองช้าและกลายมาเป็นความกังวล กลัดกลุ้มจนส่งผลต่อสุขภาพ ดังนั้นควรปรับอารมณ์จัดการกับจิตใจและวางแผนการดำเนินชีวิตของตัวเองเสียก่อนแล้วยิ้มรับการมาถึงของวัยทองอย่างเต็มภาคภูมิ เช่นเมื่อพบว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงก็ไม่ควรหดหู่แต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามอายุที่เพิ่มขึ้น แล้วหันมาใส่ใจในความเปลี่ยนแปลงนั้น โดยการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง รวมถึงการหัดมองโลกในแง่ดีก็เป็นยาบรรเทาอารมณ์หงุดหงิดได้ในระดับหนึ่ง
หากิจกรรมบำบัดเยียวยากายใจ คนที่เข้าสู่วัยทองมักจะมีปัญหาด้านอารมณ์ เช่นความเครียดก้าวร้าว ซึมเศร้า หรืออารมณ์แปรปรวนง่าย ดังนั้นการทำกิจกรรมที่มีประโยชน์และช่วยลดทอนเวลาว่าง จึงเป็นอีกหนทางที่จะช่วยเยียวยาจิตใจได้ อย่างเช่นการทำดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งช่วยในเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของมือ รวมถึงการใช้เทคนิคและการแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อทำสำเร็จแล้วก็จะเกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเอง และเห็นคุณค่าของตัวเองมากขึ้น หรือจะเป็นการเล่นดนตรี ปลูกต้นไม้ วาดรูป เย็บปักถักร้อย เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ก็จะช่วยบำบัดและเยียวยาทางด้านอารมณ์ได้เช่นกัน
พูดคุยกับคนในครอบครัว และคนรอบข้าง ควรอธิบายถึงอาการวัยทองให้พวกเขาเข้าใจเพราะกำลังใจ ความเข้าใจ และความเห็นอกเห็นใจจากคนในครอบครัวและคนรอบข้างเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ที่จะช่วยให้คุณผ่านพ้นช่วงวัยนี้ไปได้อย่างมีความสุข
พบปะเพื่อนฝูง ควรหาเวลาไปพบปะ พูดคุย กินอาหารร่วมกับเพื่อนๆ บ้าง เพราะวิธีนี้จะช่วยให้คุณมีช่องทางในการแบ่งปันเรื่องราวและความรู้สึกได้อีกทาง จึงไม่เครียดและหมกมุ่นอยู่กับตัวเองมากเกินไป
ออกเดินทางท่องเที่ยว ช่วงวัยทองมักจะเป็นการเริ่มต้นในวัยปลดเกษียณจากการทำงาน ร่างกายและจิตใจที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมายาวนาน ต้องการการพักผ่อนและผ่อนคลาย นี่จึงเป็นโอกาสที่คุณควรท่องเที่ยวเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่จะช่วยให้อารมณ์สดใสได้มากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

5 วิธี! ลดปวดประจำเดือน…สไตล์สาวออฟฟิศ

แค่ต้องเผชิญกับกองงานที่สูงท่วมหัวก็ว่าแย่แล้ว นี่ยังต้องทนทรมานกับ อาการปวดหน่วง บริเวณท้องน้อย ที่มาพร้อมอาการเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวในช่วงวันนั้นของเดือน จนหงุดหงิดพาลใส่เพื่อนร่วมงานอยู่บ่อยๆ อย่างนี้คงไม่ดีแน่ มาดู 5 วิธีรับมือง่ายๆ กับอาการปวดประจำเดือนในสไตล์สาวออฟฟิศกันดีกว่า
เริ่มมื้อเช้าด้วยเมนูย่อยง่าย ที่ไม่พึ่งชา กาแฟ ลองเริ่มมื้อเช้าก่อนเข้างานด้วยอาหารอุ่นๆ ย่อยง่าย อาจจะเป็นโจ๊ก หรือนมอุ่นๆ คู่กับขนมปัง ก็จะช่วยให้สบายท้องมากขึ้น และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนทั้งกาแฟ ชา น้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะซึ่งจะทำให้อาการปวดในช่องท้อง อาการปวดหน่วง หนักหนามากขึ้น และควรดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เพื่อช่วยรักษาความสมดุลของฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) วิธีนี้ก็จะช่วยทำให้อาการปวดท้องประจำเดือนลดลงได้
จิบน้ำอุ่นๆ ระหว่างวันการดื่มน้ำเปล่าอุ่นๆ ระหว่างวันจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้หายจากอาการปวดประจำเดือน อาจเลือกเป็นน้ำอุ่นธรรมดา น้ำผึ้งผสมมะนาว หรือน้ำขิงอุ่นๆ ก็ได้เช่นกันหากเลือกน้ำผึ้งผสมมะนาว นอกจากจะสบายท้องเลือดไหลเวียนดีแล้ว น้ำผึ้งยังช่วยต้านการอักเสบภายในร่างกาย ส่วนน้ำมะนาวก็เป็นแหล่งของวิตามินซีและสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้คุณสดชื่นพร้อมลุยงานต่อได้ ส่วนถ้าใครชอบน้ำขิงก็จะช่วยลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกทางหนึ่ง
จัดผัก หนักไฟเบอร์ ช่วงมื้อเที่ยง การรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์มากๆ นอกจากจะดีต่อระบบขับถ่ายแล้วยังช่วยปรับฮอร์โมนในร่างกายให้สมดุล เพราะอาหารที่มีไฟเบอร์สูง แคลอรีต่ำจะช่วยลดอาการฮอร์โมนแปรปรวนลง และลดการปวดท้องและปวดหลังในช่วงมีประจำเดือนได้ การรับประทานผักใบสีเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักปวยเล้ง ที่เต็มไปด้วยธาตุแมกนีเซียม อาจเป็นสุกี้ หรือข้าวกล้องรับประทานคู่กับผัดผักก็ช่วยได้เช่นกัน ส่วนอาหารอื่นๆ ที่มีแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารที่ช่วยคลายกล้ามเนื้อ ทำให้อาการปวดของคุณลดน้อยลงยังมีอยู่ในถั่วอัลมอนด์ข้าวโอ๊ต กล้วย นม และโยเกิร์ต ซึ่งหารับประทานได้ง่ายหรือเลือกตบท้ายมื้อกลางวันด้วยผลไม้ก็ยังได้ อ่านเพิ่มเติม

รู้ทันโรคปอดอักเสบ

โรคปอดอักเสบ หรือที่เรียกว่า “ปอดบวม”เกิดจากสาเหตุของการติดจากเชื้อแบคทีเรียส่วนใหญ่ ที่เรียกว่า เชื้อ Streptococcus pneumoniae ซึ่งมีกว่า 90 สายพันธุ์ ไม่เพียงเท่านี้เชื้อนี้ยังสามารถก่อให้เกิดโรคอื่นตามมาได้อีก ได้แก่ การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง และการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งโรคปอดอักเสบนี้ปัจจุบันสามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน
สาเหตุของการเกิดโรคปอดอักเสบนี้ พบว่ามีความแตกต่างกันในตามสภาพแวดล้อมและแต่ละช่วงวัย โดยร่างกายจะได้รับเชื้อผ่านทางระบบทางเดินหายใจ ด้วยวิธีการ ไอ หรือ จาม ทำให้เชื้อที่ลอยอยู่ในอากาศ ที่มีลักษณะละอองฝอยขนาดเล็กเข้าสู่ปอดโดยตรงได้ ในกลุ่มผู้สูงอายุ พบว่าการติดเชื้อมักเกิดจากการสำลักน้ำลาย น้ำดื่ม หรืออาหาร ส่งผลให้เชื้อที่สะสมอยู่บริเวณทางเดินหายใจส่วนบน เข้าสู่บริเวณปอด จนเกิดโรคปอดอักเสบในที่สุด
นอกจากนี้ผู้ที่ป่วยที่เป็นโรคไข้หวัดใหญ่ เมื่อมีพัฒนาการของโรคที่รุนแรงขึ้น ก็จะเกิดภาวะปอดอักเสบตามมาได้ ดังนั้นการป้องกันและลดความเสี่ยงของการติดเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่ จึงเป็นการป้องกันการเกิดโรคปอดอักเสบได้อีกด้วย
การวินิจฉัยโรคปอดอักเสบ แพทย์จะทำการตรวจ X- Ray ปอด ตรวจเลือดและนำเสมหะ (swap) ของคนไข้ไปตรวจเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจจำแนกแยกเชื้อ ถือเป็นการยืนยันหาเชื้อที่เป็นสาเหตุของการป่วย ก่อนวางแผนการรักษาให้ถูกต้องเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยโรคปอดอักเสบนั้นจะมีอาการสำคัญ คือ มีไข้ เหงื่อออก หนาวสั่น ไอมีเสมหะ คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย เจ็บหน้าอกขณะหายใจหรือไอ อ่อนเพลีย หายใจเร็ว เหนื่อยหอบ หรือหายใจลำบาก อ่านเพิ่มเติม

กรดไหลย้อน

กรดไหลย้อน ถือเป็นโรคหนึ่งที่คนวัยทำงานเริ่มได้ยินบ่อยมากขึ้นในยุคนี้ เมื่อเรารับประทานอาหารเข้าทางปาก อาหารจะถูกเคี้ยว และกลืนเข้าหลอดอาหาร อาหารก็จะถูกบีบ ไล่ไปยังกระเพาะอาหาร ระหว่างรอยต่อของกระเพาะอาหารและหลอดอาหารจะมีหูรูด ทำหน้าที่ปิดมิให้อาหาร หรือกรดไหลย้อนกลับไปยังหลอดอาหาร เมื่ออาหารอยู่ในกระเพาะจะมีกรดออกมาจำนวนมาก เมื่ออาหารได้รับการย่อยแล้วก็จะถูกบีบไปยังลำไส้เล็ก แต่หากมีกรดไหลย้อนเข้าไปยังหลอดอาหาร ก็จะทำให้เกิดการอักเสบของหลอดอาหาร ส่งผลให้มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือแสบหน้าอก

ปัจจัยเสี่ยง โรคกรดไหลย้อน
กรดไหลย้อนเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งจากความผิดปกติของหลายๆ ส่วนในระบบทางเดินอาหาร อาทิ ทางกายภาพ เช่น มีหูรูดกระเพาะอาหารปิดไม่สนิท มีการบีบตัวของหลอดอาหารที่ผิดปกติไป มีการเลื่อนของหูรูดกระเพาะไปจากส่วนที่ควรจะเป็น แต่ปัจจัยที่เป็นตัวการส่งเสริมให้เกิดโรคนี้อันดับต้นๆ คือ พฤติกรรมของเรา เช่น รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา อาหารจะถูกเคี้ยว ไม่เสร็จ  ชอบอาหารรสจัด ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เร่งรีบในการทานอาหาร

หากปล่อยไว้จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลอดอาหาร เนื่องจากหลอดอาหารไม่สามารถทนทานต่อกรดได้มากนัก เมื่อมีการอักเสบบ่อยๆ อาจจะทำให้เซลล์ต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามภาวะนี้เกิดได้น้อย และไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงชีวิต แต่เป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมานให้กับผู้ป่วย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สิ่งที่ต้องเผชิญจริงๆ จากโรคกรดไหลย้อนคือ เกิดความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการจุก แน่น อึดอัด แน่นหน้าอกมาก จนเกิดความกังวล นอนไม่หลับ เพราะอาการกรดไหลย้อนจะมีเยอะขึ้นเมื่อนอน ส่งผลให้เกิดการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โรคกรดไหลย้อนจะมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อร่วมด้วย คล้ายๆ กับอาการของโรคกระเพาะอาหาร จึงทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิดว่าตนเองอาจจะเป็นโรคกระเพาะอาหาร และไปซื้อยาเคลือบแผลในกระเพาะอาหารมารับประทานเอง ซึ่งเป็นการรักษาที่ไม่ตรงจุด
กรดไหลย้อน รักษาได้อย่างไร
เมื่อสงสัยว่าจะเป็นโรคกรดไหลย้อน อันดับแรกแพทย์อาจจะต้องซักถาม เพราะโรคนี้เป็นโรคเรื้อรังไม่ใช่แค่เรอวันเดียว คลื่นไส้วันเดียวแล้วจะเป็นโรคกรดไหลย้อน หากวินิจฉัยแล้วว่าอาการแสดงเสี่ยงต่อโรคกรดไหลย้อน แพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาปรับการหลั่งน้ำย่อยก่อน 1-2 สัปดาห์ ทั้งนี้ การรับประทานยาเป็นทั้งการรักษาและวินิจฉัย เพราะปกติกรดไหลย้อนมักจะดีขึ้นด้วยการรับประทานยา หากไม่ดีขึ้น อาจจะทำการรักษาขั้นตอนต่อไป เช่น การใส่สายขนาดเล็กคล้ายเส้นลวดทางจมูกไปที่หลอดอาหาร เพื่อวัดกรด-ด่าง ที่ไหลย้อนขึ้นมายังบริเวณหลอดอาหาร และบันทึกเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เครื่องจะสามารถระบุได้ว่า มีภาวะกรดไหลย้อน หรือไม่ และทำให้ทราบว่าเกิดกรดไหลย้อนในหลอดอาหารช่วงไหน อ่านเพิ่มเติม

ทำความรู้จัก “โรคอยากขโมย”

จากงานวิจัยระบุว่าโรค Kleptomania หรือ “โรคอยากขโมย” อยู่ใน กลุ่มความผิดปกติของการควบคุมตนเอง (Impulse Control disorder) ซึ่งผู้ป่วยไม่สามารถควบคุม หรือยับยั้งชั่งใจในความอยากของตนเองได้ จึงต้อง หยิบของ (ขโมย) รวมถึงพฤติกรรมการกิน การกัดเล็บ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ มีความสัมพันธ์กับกลุ่มเสพติดพฤติกรรม เช่น การเสพติด internet, การเสพติด shopping, ติดการพนัน และพฤติกรรมเรื่องอื่นๆ เป็นต้น
ใครเสี่ยงโรคนี้ >> บุคคลที่มีความความเครียด หรือความกดดันในตนเอง
จากการศึกษาพบว่า
ผู้ป่วยโรค Kleptomania กว่า 75% เป็นเพศหญิง และมีลักษณะคล้ายๆ โรคซึมเศร้า และอาจมีโรคซึมเศร้าร่วม อย่างไรก็ตามโรคนี้สามารถรักษาได้ ด้วยการใช้ยา และจิตบำบัด ควรรักษาเสียก่อนจะเป็นปัญหาใหญ่ แนะนำให้จัดการกับความเครียดให้ถูกวิธี เช่น ฝึกสมาธิ ฝึกหายใจคลายเครียดเพื่อไม่ให้มีความเครียดสะสม อ่านเพิ่มเติม