Categories
สุขภาพ

บัวหิมะดีต่อสุขภาพจริงหรือ

โดยพืชและผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยที่หลายคนเรียกว่า บัวหิมะ นั้น จำแนกออกเป็น 4 อย่าง ได้แก่
ดอกบัวหิมะ (Snow Lotus/Saussurea Involucrata) กลีบดอกมีลักษณะคล้ายกลีบบัว ขึ้นได้ดีในที่สูงประมาณ 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป มักนำมาใช้ต้านอาการอักเสบ อีกทั้งยังเชื่อว่าช่วยบำรุงหัวใจและขับสารพิษออกจากร่างกาย
ผลบัวหิมะ (Yacon/Smallanthus Sonchifolius) รูปร่างพืชชนิดนี้คล้ายหัวมันเทศ เมื่อกล่าวถึงบัวหิมะชนิดนี้จะหมายถึงส่วนของผล หัว หรือราก โดยหลายคนเชื่อว่าการรับประทานผลบัวหิมะช่วยลดความอ้วนได้ รวมทั้งอาจมีสรรพคุณทางยาในการรักษาปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
ครีมบัวหิมะ ครีมนี้มักมีส่วนผสมของโสม ว่านหางจระเข้ การบูร หรือชะมดเช็ด ผู้คนนิยมเรียกครีมชนิดนี้ว่าครีมบัวหิมะ โดยใช้รักษาปัญหาผิวหนังต่าง ๆ เช่น ผื่นคัน แผลสด แผลน้ำร้อนลวก หรือโรคกลากเกลื้อน
บัวหิมะธิเบต หรือคีเฟอร์ (Kefir) แท้จริงแล้ว บัวหิมะธิเบตหรือคีเฟอร์คือผลิตภัณฑ์นมหมัก ซึ่งมีแบคทีเรียและยีสต์ มักนำมาใช้รักษาอาการย่อยยาก ระบบทางเดินอาหารไม่ดี แพ้น้ำตาลแลคโทส หรือท้องร่วง
คุณประโยชน์ของบัวหิมะ
บัวหิมะได้ชื่อว่าเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลากหลาย บทความนี้จะเน้นเฉพาะคุณประโยชน์ของดอกบัวหิมะ และผลบัวหิมะ ที่ได้รับการกล่าวอ้างเกี่ยวกับสรรพคุณในการเสริมสร้างสุขภาพ โดยมีงานวิจัยที่ศึกษาประเด็นดังกล่าวไว้หลายมุมมอง ดังนี้

สรรพคุณของดอกบัวหิมะ
ต้านโรคมะเร็ง
ดอกบัวหิมะได้รับการกล่าวอ้างว่าอาจช่วยต้านมะเร็ง ซึ่งปรากฏงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ศึกษาประเด็นนี้ งานวิจัยหนึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ทางยาของดอกบัวหิมะในเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าสารสกัดจากดอกบัวหิมะอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ทำการทดลองประสิทธิภาพของสารสกัดเอทิลจากดอกบัวหิมะ ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าดอกบัวหิมะมีสาร Hispidulin ที่อาจช่วยต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารในห้องปฏิบัติการเช่นกัน

นอกจากนี้ ดอกบัวหิมะยังอาจมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งตับด้วย โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้นำเซลล์มะเร็งตับมาทดสอบกับสารสกัดดอกบัวหิมะในห้องทดลอง เพื่อดูว่าสารสกัดดอกบัวหิมะจะก่อพิษต่อเซลล์มะเร็งหรือไม่ ปรากฏว่าสารสกัดเอทานอลจากดอกบัวหิมะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งตับ ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องศึกษาต่อไปอีกมาก เนื่องจากงานวิจัยเหล่านั้นเป็นการศึกษาเพียงขั้นต้นในห้องทดลอง จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าดอกบัวหิมะจะต้านมะเร็งในผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บรรเทาอาการข้ออักเสบ
ข้ออักเสบคือภาวะอักเสบบริเวณข้อต่อ ส่งผลให้ผู้ป่วยปวดข้อหรือข้อติดแข็ง ซึ่งอาการจะแย่ลงตามอายุที่มากขึ้น โดยโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ จัดเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้มากที่สุด มีบางคนรับประทานดอกบัวหิมะเพื่อบรรเทาอาการข้ออักเสบ ซึ่งมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้ว่าดอกบัวหิมะอาจช่วยอาการข้ออักเสบได้บ้าง ดังงานวิจัยหนึ่งได้นำหนูมาทดลอง โดยฉีดสารชนิดหนึ่งเข้าชั้นผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าซ้าย เพื่อให้เกิดอาการข้ออักเสบ และให้ดื่มสารสกัดจากดอกบัวหิมะเป็นเวลา 21 วัน ผลปรากฏว่าสารสกัดดอกบัวหิมะลดอาการข้ออักเสบได้ โดยบรรเทาระดับความรุนแรงและอาการบวมที่เท้าของหนู

เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นที่นำหนูที่เป็นข้ออักเสบชนิดหนึ่งมาศึกษา โดยให้หนูกินสารสกัดดอกบัวหิมะ 420 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 40 วัน พบว่าดอกบัวหิมะช่วยลดจำนวนเซลล์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมทั้งชะลอการทำลายข้อ

แม้งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นจะชี้ให้เห็นว่าดอกบัวหิมะช่วยอาการข้ออักเสบ แต่ไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากงานวิจัยที่ยกมานี้เป็นการทดลองกับสัตว์ จึงต้องทำการศึกษากับผู้ป่วยจริงต่อไป เพื่อรับรองความปลอดภัยในการนำมาใช้รักษากับคน ทั้งนี้ การรักษาข้ออักเสบที่ปลอดภัยและได้ผลจริงคือเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ได้แก่ รับประทานยาบรรเทาอาการและลดการอักเสบ ทำกายภาพบำบัด หรือเข้ารับการผ่าตัดข้อในบางกรณี

ต้านอนุมูลอิสระ
ดอกบัวหิมะถูกอ้างว่าเป็นพืชอีกชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาประเด็นนี้กับหนูทดลอง โดยให้หนูกินสารสกัดแอลกอฮอล์จากดอกบัวหิมะติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และให้ทดลองว่ายน้ำ เพื่อดูว่าดอกบัวหิมะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของหนูทดลองอย่างไร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าหนูทดลองมีระดับกรดแลคติกในเลือดลดลงหลังได้รับสารสกัดแอลกอฮอล์มากกว่าหนูทดลองในกลุ่มควบคุม ซึ่งหมายความว่า ดอกบัวหิมะอาจช่วยต้านอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ทำลายสารอนุมูลอิสระด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าดอกบัวหิมะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในคน ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม โดยทำการทดลองกับกลุ่มคนจำนวนมากในระยะยาว เพื่อดูว่าดอกบัวหิมะมีสรรพคุณทางยาในการต้านอนุมูลอิสระได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

บรรเทาอาการแพ้ความดันอากาศในที่สูง
อาการแพ้ความดันอากาศในที่สูง (Altitude Sickness) เป็นภาวะที่ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอเมื่อขึ้นไปอยู่ที่ที่มีความกดอากาศสูง ส่งผลให้ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยและต้องขึ้นไปในที่สูงประมาณ 2,438 เมตร หรือ 8,000 ฟุตขึ้นไปอย่างกะทันหันมักเกิดภาวะนี้ได้ง่าย ดอกบัวหิมะได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่นำมาใช้ในภาวะขาดออกซิเจน งานวิจัยชิ้นหนึ่งจึงนำดอกบัวหิมะและพืชสมุนไพรที่ขึ้นในแถบชิงไห่ทิเบตมาศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณดังกล่าว โดยให้หนูทดลองได้รับสารสกัดจากดอกบัวหิมะและพืชสมุนไพรอื่น ๆ และเข้าไปอยูในแบบจำลองที่มีความกดอากาศคล้ายกับการอยู่ในที่สูง ปรากฏว่าหนูที่กินสารสกัดดอกบัวหิมะมีอัตราการตายจากภาวะความกดอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันลดลง ทั้งนี้ ดอกบัวหิมะยังเป็นพืชที่มีฤทธิ์รักษาภาวะขาดออกซิเจนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรอื่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องศึกษากับคนต่อไป เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการนำดอกบัวหิมะมาใช้ในผู้ป่วยแพ้ความดันอากาศในที่สูง

บรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง
ดอกบัวหิมะได้ชื่อว่ามีคุณสมบัติแก้ปวดและบรรเทาอาการอักเสบ โดยมีงานวิจัยหนึ่งให้หนูทดลองที่ผิวหนังบวมกินบัวหิมะเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 7 วัน พบว่าช่วยลดอาการบวมได้ และยังทดลองให้หนูที่โดนความร้อนลวกผิวกินบัวหิมะเพาะเลี้ยง แล้วพบว่าหนูเหล่านั้นมีอาการปวดแผลน้อยลงเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว แผลไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวกจะทำให้เกิดอาการปวดและบวมแดง จึงอาจเป็นไปได้ว่าดอกบัวหิมะมีสรรพคุณบรรเทาอาการที่เกิดจากแผลเหล่านี้ด้วย

เนื่องจากงานวิจัยดังกล่าวทดลองกับสัตว์ จึงควรมีการศึกษาโดยตรงกับคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับสรรพคุณของดอกบัวหิมะในการนำมารักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก

สรรพคุณของผลบัวหิมะ
ลดความอ้วน การบริโภคบัวหิมะอาจส่งผลดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ประสบภาวะอ้วน ประเด็นนี้ได้มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้ผู้หญิงอ้วนและมีระดับไขมันในเลือดสูงเล็กน้อยบริโภคไซรัปจากบัวหิมะที่มีสาร Fructooligosaccharides ในปริมาณที่ต่างกัน โดยให้รับประทานไซรัปที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.29 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือรับประทานไซรัปที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.14 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าการบริโภคไซรัปบัวหิมะทุกวันเป็นเวลา 120 วัน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมีน้ำหนักตัว รอบเอว และดัชนีมวลกายลดลง อีกทั้งกระตุ้นให้ขับถ่ายสม่ำเสมอ และส่งผลเชิงบวกต่อระดับไขมันไม่ดีในเลือด โดยการบริโภคไซรัปบัวหิมะที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.14 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จัดเป็นปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ถึงอย่างนั้น ระดับไขมันในเลือดและระดับกลูโคสหลังอดอาหารของผู้รับประทานไซรัปบัวหิมะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ต้องการรับประทานบัวหิมะหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของบัวหิมะสำหรับลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากพืชชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อภาวะสุขภาพบางอย่าง หรืออาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคบางชนิด ทั้งนี้ วิธีลดความอ้วนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพทำได้ด้วยตนเอง โดยเลือกรับประทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงเกินไป รวมทั้งออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ

แก้ท้องผูกและบำรุงลำไส้ ท้องผูกนับเป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้มีอุจจาระแข็ง โดยอาการของโรคจะรุนแรงแตกต่างกันไป มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความเครียด ผลข้างเคียงจากการใช้ยา ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป หรือดื่มน้ำและรับประทานไฟเบอร์ ไม่เพียงพอ

การบริโภคผักผลไม้ที่มีกากใยสูงจะป้องกันท้องผูกได้ บัวหิมะเองนั้นได้ชื่อว่ามีสรรพคุณในการบรรเทาอาการดังกล่าว งานวิจัยหนึ่งได้ทดสอบคุณประโยชน์ของบัวหิมะในการรักษาอาการท้องผูก พบว่าผู้ป่วยท้องผูกที่ได้รับสาร Fructooligosaccharides ของบัวหิมะวันละ 10 กรัม จากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารบัวหิมะติดต่อกัน 30 วัน ขับถ่ายได้มากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ท้องผูกน้อยลง รวมทั้งมีแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้เพิ่มขึ้นและแบคทีเรียชนิดไม่ดีลดลง

นอกจากนี้ บัวหิมะอาจช่วยบำรุงลำไส้สำหรับผู้คนทั่วไป ดังปรากฏในงานวิจัยที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมการทดลองสุขภาพดีจำนวน 16 ราย บริโภคบัวหิมะวันละ 20 กรัม เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าบัวหิมะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น โดยขับถ่ายได้บ่อยและอุจจาระไม่แข็งตัว อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดอันเป็นผลข้างเคียงรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการบริโภคบัวหิมะหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้จากบัวหิมะควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากงานวิจัยที่ยกมานี้เป็นการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น อีกทั้งต้องรับประทานบัวหิมะในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับสรรพคุณทางยาโดยปราศจากผลข้างเคียงอื่น

รักษาเบาหวาน สรรพคุณทางยาของบัวหิมะอีกประการหนึ่งที่ได้รับการกล่าวอ้างคือช่วยควบคุมอาการโรคเบาหวาน เนื่องจากบัวหิมะมีสารโพลีแซคคาไรด์ซึ่งอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ประเด็นนี้มีการนำมาศึกษา โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้สกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากพืช 3 อย่าง ได้แก่ สมุนไพรจีนอึ้งคี้ เห็ดนางรม และบัวหิมะ เพื่อเปรียบเทียบสรรพคุณทางยาของสารโพลีแซคคาไรด์จากพืชทั้งหมดว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือไม่ พบว่าสารอาหารที่ได้จากสมุนไพรจีนอึ้งคี้ เห็ดนางรม และบัวหิมะ ล้วนมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยบัวหิมะมีสรรพคุณดังกล่าวน้อยกว่าสมุนไพรจีนอึ้งคี้และเห็ดนางรม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจชี้ชัดว่าสารโพลีแซคคาไรด์ที่ได้จากบัวหิมะมีสรรพคุณรักษาอาการเบาหวานได้จริง เนื่องจากงานวิจัยนี้ทำการศึกษาในห้องทดลอง จำเป็นต้องศึกษาวัดผลในผู้ป่วยจริงต่อไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการบริโภคบัวหิมะเพื่อหวังสรรพคุณทางยาดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากสารอาหารบางอย่างจากบัวหิมะอาจทำปฏิกิริยากับภาวะสุขภาพหรือยารักษาโรคบางอย่าง อีกทั้งยังไม่ปรากฏปริมาณยาของบัวหิมะสำหรับใช้ควบคุมอาการโรคเบาหวานที่นำมาใช้รักษาได้อย่างปลอดภัย

เสริมสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน โดยทั่วไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำลายได้ โดยสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย สารพิษ สารเคมี หรือยาต่าง ๆ โดยระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ปกป้องสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เมื่อเข้ามาในร่างกาย เรียกว่าการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ของบัวหิมะที่ส่งผลต่อการตอบสนองภูมิคุ้มกัน โดยแบ่งเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 2-5 ปี เป็น 2 กลุ่ม และให้เด็กกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของบัวหิมะเป็นเวลา 18 สัปดาห์ติดต่อกันทุกวัน พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดและตรวจอุจจาระ พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีระดับสารภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้วัดประสิทธิภาพการตอบสนองดังกล่าวจากการตรวจเลือดและอุจจาระ ไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นที่แสดงว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันดีขึ้นจริงและชัดเจนกว่า เช่น พิจารณาว่าเด็กป่วยเป็นไข้หวัดน้อยลงหรือไม่หลังรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของบัวหิมะ ผลการศึกษานี้จึงอาจชี้ให้เห็นว่าระดับสารภูมิคุ้มกันร่างกายของเด็กเพิ่มขึ้นหลังเข้ารับการทดลอง แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าบัวหิมะมีสรรพคุณในการเสริมสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันร่างกาย

รับประทานบัวหิมะอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ
มีการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของดอกบัวหิมะและผลบัวหิมะอย่างหลากหลาย โดยผลการศึกษาของงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นสรรพคุณของบัวหิมะทั้ง 2 ชนิด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการรับประทานดอกบัวหิมะเพื่อหวังสรรพคุณทางยาดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เนื่องจากยังไม่ปรากฏงานวิจัยที่ศึกษาคุณประโยชน์ของดอกบัวหิมะที่ส่งผลต่อคนโดยตรง จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าดอกบัวหิมะจะรักษาโรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ดอกบัวหิมะอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคบางชนิด หรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อภาวะสุขภาพบางอย่าง โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตร

ส่วนผู้ที่ต้องการบริโภคผลบัวหิมะเพื่อบำรุงสุขภาพก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเช่นกัน โดยควรจำกัดปริมาณที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับคุณประโยชน์อย่างปราศจากผลข้างเคียง เนื่องจากยังปรากฏแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับผลข้างเคียงและปริมาณบัวหิมะที่เหมาะสมไม่มากนัก

งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าผู้สูงอายุที่บริโภคแป้งบัวหิมะแช่แข็งแห้ง ซึ่งผสมสาร Fructooligosaccharides 7.4 กรัม เป็นเวลา 9 สัปดาห์ มีระดับกลูโคสลดลงโดยปราศจากผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นที่เปรียบเทียบคุณสมบัติของโสมเปรูหรือมาคา (Maca) และผล บัวหิมะ พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารเสริมผลบัวหิมะผสมยาไซลิมารินในอัตราส่วนวันละ 2.4 กรัม ต่อ 0.8 กรัมต่อวัน ไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ ตามมา จะเห็นได้ว่าการรับประทานผลบัวหิมะเพื่อหวังสรรพคุณทางยานั้นต้องคำนึงถึงปริมาณที่ได้รับเป็นสำคัญ เนื่องจากงานวิจัยที่ยกมานี้ต่างระบุปริมาณของผลบัวหิมะที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง อาจกล่าวได้ว่าอาหารเสริมผลบัวหิมะอาจเป็นสารอาหารที่มีสรรพคุณทางยาหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Categories
สุขภาพ

นมผึ้งและคุณประโยชน์ที่น่ารู้

นมผึ้ง เป็นผลผลิตที่หลั่งออกมาจากต่อมไฮโปฟาริงจ์ (Hypopharyngeal Gland) ของผึ้งงาน นมผึ้งมีลักษณะเป็นของเหลวสีขาวคล้ายน้ำนม รสหวาน มีกลิ่นเปรี้ยวเล็กน้อย เป็นอาหารหลักของผึ้งนางพญาและตัวอ่อนผึ้งเพื่อช่วยกระตุ้นในการเจริญเติบโต หลายประเทศใช้นมผึ้งในฐานะยารักษาโรค อาหารเสริม หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนผสมของครีมบำรุงและเครื่องสำอาง

นมผึ้งมีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักประมาณ 60-70% และอุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น โปรตีน น้ำตาล วิตามิน เกลือแร่ และกรดอะมิโน นอกจากนี้ ยังพบสารอื่นในนมผึ้ง ได้แก่ กรดไขมันเอชดีเอ (10-Hydroxy-Trans-2-Decenoic Acid) ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทในการเจริญเติบโตของผึ้ง สารแอซิติลโคลีน (Acetylcholine) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความรู้สึกและกลไกการทำงานของร่างกาย รวมถึงฮอร์โมนเพศ เช่น เทสโทสเตอโรน โปรเจสเตอโรน เป็นต้น ทั้งนี้สถานที่ ภูมิศาสตร์ และสภาพอากาศเป็นตัวแปรที่ทำให้ส่วนประกอบของนมผึ้งแตกต่างกันออกไป หลายคนเชื่อว่าการรับประทานนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการวัยทอง กระตุ้นระบบภูมิต้านทานร่างกาย รักษาเบาหวาน รวมถึงแผลเบาหวาน เป็นต้น อีกทั้งยังเชื่อกันอีกว่าหากนำนมผึ้งทาที่หนังศีรษะอาจช่วยกระตุ้นการเจริญเติบของเส้นผมอีกด้วย ซึ่งคำกล่าวอ้างเหล่านี้จะเป็นจริงหรือไม่ และมีหลักฐานทางการแพทย์มาดน้อยเพียงใดที่จะช่วยยืนยันสรรพคุณ ประโยชน์ และความปลอดภัยของนมผึ้งที่มีบทบาทหรือส่วนช่วยในการรักษาโรคเหล่านี้

ประโยชน์ของนมผึ้งที่อาจมีต่อสุขภาพ
บรรเทาอาการวัยทอง อาการวัยทองเป็นปัญหาทางสุขภาพที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงวัยกลางคน ส่งผลให้เกิดอาการหลายอย่าง เช่น ช่องคลอดแห้ง แสบร้อนหรือคันในช่องคลอด เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น อาการดังกล่าวสามารถบรรเทาลงได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่น แต่สารหล่อลื่นส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ได้เพียงชั่วคราว ซึ่งนมผึ้งมีคุณสมบัติต้านจุลชีพ (Antimicrobial Activity) และมีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จากการศึกษาโดยให้ผู้หญิงวัยทองที่แต่งงานแล้วอายุ 50-65 ปี จำนวน 90 คน กลุ่มหนึ่งใช้ครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้ง 15% กลุ่มหนึ่งใช้ฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนชนิดครีมยี่ห้อหนึ่ง และอีกกลุ่มใช้สารหล่อลื่นทาบริเวณช่องคลอดเป็นเวลา 3 เดือน พบว่าครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้งมีประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้หญิงวัยทองได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับฮอร์โมนทดแทนเอสโตรเจนชนิดครีมและสารหล่อลื่น ซึ่งจากผลการทดลองอาจกล่าวได้ว่าการใช้ครีมที่มีส่วนผสมของนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและบรรเทาอาการวัยทองที่เกี่ยวข้องกับช่องคลอดของผู้หญิงวัยทอง และทางผู้วิจัยยังได้ระบุอีกว่าหากเพิ่มความเข้มข้นของนมผึ้งก็อาจจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้มากขึ้นได้

ลดระดับไขมันในเลือด นมผึ้งมีส่วนประกอบของสารอาหารหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือกรดไขมันสายกลาง (Medium Chain Fatty Acid) และสารประกอบที่มีคุณสมบัติช่วยลดไขมันในเลือด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาที่ให้ผู้หญิงวัยทองสุขภาพดีจำนวน 36 คนรับประทานนมผึ้งขนาด 150 มิลลิกรัม เป็นเวลา 3 เดือน โดยตรวจปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ รวมถึงระดับไขมันในเลือดทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของระดับไขมันในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ โดยที่ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ลดลง 4.1% ระดับคอเลสเตอรอลรวม (TC) ลดลง 3.09% และระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL) เพิ่มขึ้น 7.7% จากผลการทดลองอาจกล่าวได้ว่าการรับประทานนมผึ้งอาจมีส่วนช่วยลดระดับไขมันในเลือดและอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการควบคุมอาการวัยทองที่เกี่ยวข้องกับภาวะไขมันในเลือดสูง

นอกจากนี้ ยังมีอีกการศึกษาหนึ่งที่ให้อาสาสมัครซึ่งมีภาวะไขมันในเลือดสูงชนิดไม่รุนแรงจำนวน 40 คน รับประทานนมผึ้งขนาด 350 มิลลิกรัมวันละ 9 แคปซูล เป็นเวลา 3 เดือนก็แสดงให้เห็นถึงระดับไขมันในเลือดที่ลดลงเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นฮอร์โมนเพศ (Dehydroepiandrosterone Sulphate: DHEA-S) และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้อีกด้วย

บรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือน อาการก่อนมีประจำเดือนมักส่งผลในทางลบกับสุขภาพของผู้หญิง บางครั้งการรักษาโดยไม่ใช้ยาก็อาจช่วยบรรเทาให้อาการต่าง ๆ ดีขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ให้นักศึกษาแพทย์จำนวน 110 คน รับประทานนมผึ้งขนาด 1,000 มิลลิกรัมวันละ 1 ครั้ง โดยเริ่มในวันแรกที่มีประจำเดือน และรับประทานต่อเนื่องจนหมดประจำเดือนในรอบถัดไป พบว่าอาการก่อนมีประจำเดือนลดลง จากผลการทดลองอาจกล่าวได้ว่าการรับประทานนมผึ้งติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน อาจช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้

รักษาแผลเบาหวาน แผลเบาหวานเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ทั่วไปในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมอาการได้ไม่ดี ส่วนใหญ่จะพบแผลเบาหวานที่บริเวณเท้า โดยเฉพาะนิ้วโป้งเท้าและปลายฝ่าเท้า ซึ่งนมผึ้งประกอบไปด้วยสารประกอบฟีนอลิคทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระ โปรตีนที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย และกรดไขมันเอชดีเอ ที่ช่วยต้านเชื้อจุลินทรีย์ จึงคาดว่าอาจจะช่วยรักษาแผลเบาหวานได้ จากการศึกษาชิ้นหนึ่งให้ผู้ป่วยที่มีแผลเบาหวานที่ได้รับการรักษาหลักตามปกติ ทายาที่มีความเข้มข้นของนมผึ้ง 5% ในบริเวณที่เป็นแผลและปิดแผลด้วยแผ่นปิดแผลชนิดปลอดเชื้อเป็นเวลา 3 เดือนหรือจนกว่าแผลจะหาย และมีการประเมินผลสัปดาห์ละ 3 ครั้ง พบว่าใช้เวลาเฉลี่ย 41 วันจึงทำให้แผลหายดี และค่าเฉลี่ยของความยาว ความกว้าง และความลึกของแผลลดลงวันละ 0.35 มิลลิเมตร 0.28 มิลลิเมตร และ 0.11 มิลลิเมตรตามลำดับ จากผลการศึกษาอาจกล่าวได้ว่านมผึ้งอาจมีประสิทธิภาพเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาแผลเบาหวานควบคุ่ไปกับการรักษาหลัก อย่างไรก็ตามผลการศึกษาข้างต้นมีผู้เข้าร่วมการทดลองเพียง 8 คนซึ่งอาจจะเล็กเกินไปที่จะสรุปประสิทธิภาพของนมผึ้งในการรักษาแผลเบาหวาน

แต่การศึกษาชิ้นหนึ่งได้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ของนมผึ้งที่ต่างกันออกไป โดยให้ผู้ที่มีแผลเบาหวานทายาซึ่งมีความเข้มข้นของนมผึ้ง 5% ในบริเวณที่เป็นแผลเป็นเวลา 3 เดือนหรือจะกว่าแผลจะหายเช่นเดียวกัน แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่านมผึ้งมีประสิทธิภาพในการรักษาแผลเบาหวานได้มากกว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาหลอก

เนื่องจากการศึกษาทั้ง 2 ชิ้นข้างต้นแสดงให้เห็นผลลัพธ์ของนมผึ้งที่ตรงข้ามกัน จึงอาจยังไม่สามารถสรุปประสิทธิภาพของนมผึ้งในการรักษาแผลเบาหวานได้อย่างชัดเจน จึงจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม

บรรเทาอาการอ่อนแรงจากโรคมะเร็ง
อาการอ่อนแรงที่มีสาเหตุมาจากโรคมะเร็งเป็นผลมาจากการรักษาทั้งการฉายรังสีหรือการทำเคมีบำบัด มักส่งผลต่ออารมณ์ จิตใจ ร่างกาย และคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ซึ่งการรับประทานยา การบำบัด หรือการออกกำลังกายอาจช่วยบรรเทาอาการลงได้ รวมถึงการรับประทานอาหารเสริม เช่น นมผึ้งก็อาจมีส่วนช่วยบรรเทาอาการเช่นเดียวกัน จึงสอดคล้องกับการศึกษาหนึ่งที่ให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 52 คน พบว่ากลุ่มที่รับประทานน้ำผึ้งแปรรูปและนมผึ้งขนาด 5 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ มีอาการอ่อนแรงจากโรคมะเร็งดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับอีกกลุ่มที่ัรับประทานน้ำผึ้งบริสุทธิ์ อย่างไรก็ตามยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงบทบาทที่แท้จริงของนมผึ้งในการบรรเทาอาการอ่อนแรงจากโรคมะเร็ง

รักษาไข้ละอองฟาง
โรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตอบสนองอย่างรุนแรงกับละอองเกสรดอกไม้หรือสารอื่น ๆทำให้ผู้ป่วยมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล คันตา หูอื้อ เป็นต้น ซึ่งจากการศึกษาทดลองโดยให้เด็กอายุ 5-16 ปี ที่เป็นไข้ละอองฟาง จำนวน 80 คน กลุ่มหนึ่งรักษาด้วยการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของนมผึ้งและอีกกลุ่มรับประทานยาหลอกเป็นเวลา 3-6 เดือน และจนกว่าจะสิ้นสุดฤดูของเกสรดอกไม้ พบว่าทั้ง 2 กลุ่มยังคงพบอาการของไข้ละอองฟาง และมีระดับความรุนแรงของอาการที่ไม่ต่างกันมากนัก จากผลการศึกษาอาจกล่าวได้ว่านมผึ้งอาจไม่มีประสิทธิภาพต่อการรักษาไข้ละอองฟางและไม่สามารถบรรเทาอาการต่าง ๆ ให้ดีขึ้นได้ จึงยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประสิทธิภาพของนมผึ้งในการรักษาไข้ละอองฟางที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

ความปลอดภัยในการรับประทานนมผึ้ง
การรับประทานนมผึ้งค่อนข้างปลอดภัยหากรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม แต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น เลือดออกในลำไส้ ปวดท้อง หรือถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น บางรายหากมีอาการแพ้อย่างรุนแรงอาจทำให้มีอาการหอบหืด คอบวม หรือถึงขั้นเสียชีวิต อีกทั้งการใช้นมผึ้งทาที่บริเวณผิวหนังค่อนข้างปลอดภัย แต่ไม่ควรทาบริเวณหนังศีรษะเพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผื่นคัน หรือมีอาการอักเสบ

ข้อควรระวังในการรับประทานนมผึ้งโดยเฉพาะบุคคลในกลุ่มดังต่อไปนี้
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือผู้ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร ในปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพียงพอเกี่ยวกับความปลอดภัยของนมผึ้ง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานนมผึ้งหากกำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร
ผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือผู้ที่มีอาการแพ้ผลิตภัณฑ์ที่มีนมผึ้งเป็นส่วนประกอบ อาจทำให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง หรือถึงขั้นเสียชีวิตได้
ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบ การรับประทานหรือทา นมผึ้ง อาจทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น
ผู้ป่วยความดันโลหิตต่ำ การรับประทานนมผึ้งอาจทำให้ระดับความดันโลหิตลดต่ำลงมากเกินไป
ผู้ที่อยู่ในช่วงรับประทานยารักษาโรค เช่น ยาวาร์ฟาริน เพราะการรับประทานนมผึ้งอาจเสี่ยงต่อการเกิดแผลฟกช้ำได้ง่าย

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

วิธีรับมือกับผิวแตกลาย

คุณกังวลกับ ปัญหาผิวแตกลาย หรือไม่? วิธีรักษาลอยแตกให้เลือนหายไปนั้นสามารถทำได้ด้วยตัวคุณเองอย่างปลอดภัย
ไม่ว่าใครก็ล้วนอยากสวมใส่เสื้อผ้าได้ทุกรูปแบบและคงไม่มีใครอยากให้ผิวที่แตกลายปรากฎ ถึงแม้ผิวแตกลายมักเกิดขึ้นบนบริเวณที่มองเห็นได้ยากอย่างขาแตกลายหรือใต้ท้องแขนแตกลายก็ตาม ผิวแตกลายก็ถือเป็นปัญหาผิวที่ทำลายความมั่นใจได้

ดังนั้นการเรียนรู้วิธีรักษาผิวแตกลายที่ถูกต้องจะสามารถช่วยลดเลือนผิวแตกลายให้ดีขึ้นได้

ผิวแตกลายนั้นเกิดจากเนื้อเยื่อของผิวหนังชั้นกลางถูกยืดขยายจนแตกลาย ในระยะแรกนั้นรอยแตกจะมี

สีชมพู แดง และ ม่วง ตามลำดับ และจะกลายเป็นสีขาวลักษณะคล้ายแผลเป็นในที่สุด ข้อมูลทางด้านล่างนี้คือคำอธิบายถึงสาเหตุของผิวแตกลาย วิธีป้องกันผิวแตกลายและวิธีรักษาผิวแตกลายให้ดีขึ้.

ปัญหาผิวแตกลาย รอยแตกลายบนผิวเกิดขึ้นได้อย่างไร
Iผิวแตกลายนั้นมักจะเกิดขึ้นที่ผิวหนังแท้ (ผิวหนังชั้นกลาง) ที่มีการยืดขยายมากเกินไป ทำให้เกิดการฉีกขาดของหนังแท้ ส่งผลให้เกิดผิวแตกลายบนผิวชั้นนอก
การยืดขยายของผิวหนังที่มากจนเกินไปมักเกิดขึ้นกับผู้ที่มีน้ำหนักมากขึ้นและลดลงอย่างรวดเร็วเช่น หญิงมีครรภ์ และคนที่กำลังลดความอ้วน ทั้งนี้ยังสามารถเกิดขึ้นได้จากความแปรปรวนของฮอร์โมนในวัยรุ่น รวมไปถึงการยกของที่มีน้ำหนักมาก หรือคนที่รับประทานยาในกลุ่มสเตียรอยด์มาเป็นเวลานาน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เป็นการทำลายคอลลาเจนและความยืดหยุ่นภายใต้ชั้นผิว ก่อให้เกิดรอยแตกตามผิวหนังในที่สุด

ถึงแม้การรักษาผิวแตกลายตามต้นขา ทรวงอก ท้องแขน หน้าท้อง บั้นท้าย และสะโพกให้หายสนิทจะเป็นไปได้ยาก แต่หากได้รับการรักษาผิวแตกลายที่ถูกวิธี ผิวของคุณก็มีโอกาสกลับมาเนียนสวยได้

วิธีรักษารอยแตกลายบนผิว
ขัดผิว
การขัดผิวจะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดออกแล้วผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งเป็นการช่วยเสริมสร้างกระบวนการยืดหยุ่นของผิว ช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์ การขัดผิวนั้นควรขัดวนไปมาเบาๆ โดยเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวที่มีความอ่อนโยน นอกจากนี้คุณควรบำรุงผิวด้วยครีมบำรุงเพื่อป้องกันไม่ให้ผิวแห้งคุณสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขัดผิวได้ที่นี่
เพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว
หมั่นบำรุงผิวไม่ให้แห้งกร้านผิวที่เสียควรได้รับความชุ่มชื่นเพื่อช่วยให้สภาพผิวดีขึ้น ช่วยให้ผิวแตกลายเรีหลังการอาบน้ำ คุณควรทาครีมบำรุงผิวอย่าง วาสลีน ปิโตรเลี่ยม เจลลี่ โดยการทาแบบวนเป็นวงกลม วาสลีน ปิโตรเลี่ยม เจลลี่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นและช่วยซ่อมเเซมผิวที่แห้งกร้าน รวมถึงการเร่งกระบวนการรักษาผิวตามธรรมชาติให้มีประสิทธิภาพขึ้น
ใช้ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้สามารถช่วยลดผิวเเตกลายได้ เนื่องจากว่านหางจระเข้นั้นอุดมไปด้วยวิตามินที่ดีต่อผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินอี ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวหนังที่เสื่อมสภาพให้กลับมาดูอ่อนเยาว์สดใส นอกจากนี้ยังช่วยลดผิวแตกลายได้โดยช่วยปรับสภาพให้ผิวให้ชุ่มชื่นในบางครั้งผิวแตกลายนั้นอาจก่อให้เกิดความคัน ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยว่านหางจระเข้ที่มีคุณสมบัติลดอาการอักเสบ และยังช่วยให้ผิวดูเรียบเนียนมากขึ้นในเวลาเดียวกัน
คุณสามารถนำว่านหางจระเข้สดมาปลอกเปลือกแล้วใช้น้ำวุ้นทาลงบนผิวโดยตรง คุณสามารถใช้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีสารสกัดจากว่างหางจระเข้ทาลงบนบริเวณผิวที่แตกลาย เพื่อผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้นคุณ ควรใช้ครีมบำรุงที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ทุกวัน เช่นครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื่นผสมสารสกัดจากว่านหางจระเข้บริสุทธิ์และมีส่วนผสมของกลีเซอรีนที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผิวได้อย่างล้ำลึก ช่วยลดอาการแห้งแตกของผิวได้
รับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินที่ดีต่อสุขภาพผิว
รับประทานอาหารที่อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่สามารถช่วยปกป้องและบำรุงผิว เช่น ผักและผลไม้สด รวมถึงอาหารที่มีวิตามินอีและวิตามินเอ วิตามินอีนั้นมีคุณสมบัติในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์ผิวซึ่งหาได้จาก ถั่ว หรืออโวคาโดส่วนวิตามินเอนั้นมีประโยชน์ในการซ่อมเเซมเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิว
ควบคุมน้ำหนัก
การที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั้นจะทำให้ผิวหนังเกิดการขยายตัวจนเป็นเหตุให้ผิวแตกลายได้ คุณควรควบคุมน้ำหนักโดยการรับประทานอาหารในปริมาณที่เหมาะสม และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง นอกจากนี้คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อรักษาระดับน้ำหนักให้คงที่อยู่เสมอ
การรักษารอยแตกลายที่ผิวนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่จำเป็นต้องใช้เวลาและความอดทนในการฟื้นฟูสภาพผิวให้กลับมาเนียนเรียบ อย่างไรก็ตาม การทำตามขั้นตอนรักษาและป้องกันผิวแตกลายง่ายๆข้างต้นนี้ จะช่วยเร่งกระบวนการรักษาและบำรุงให้ผิวแตกลายดูเนียนขึ้นได้ไม่ยาก

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Categories
สุขภาพ

การดูแลรักษาผิวอักเสบบริเวณมือและเท้า

การ ดูแลรักษาผิวอักเสบ บริเวณมือและเท้า
บ่อยครั้งที่เราใช้เวลากับการทำกิจกรรมที่ส่งผลให้มือแห้งมือหยาบกร้านขึ้นโดยไม่รู้สึกตัว เช่น การนั่งทำงานอยู่ในสำนักงานที่เปิดเครื่องปรับอากาศในอุณหภูมิที่เย็นเฉียบเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงต่อวัน การจับและบังคับพวงมาลัยในขณะที่รถติดอยู่ท่ามกลางแดดจ้าและมลภาวะอื่นๆ บนท้องถนน การล้างมือบ่อยๆ รวมถึงการใช้มือทำอีกสารพัดสิ่งในแต่ละวันเป็นตัวการทำให้เกิดมือแห้ง มือหยาบกร้าน การเรียนรู้ที่จะดูแลถนอมผิว ให้ชุ่มชื้น ป้องกันมือแห้ง มือหยาบกร้านสำหรับมือทั้งสองข้างให้มีสุขภาพผิวที่ดีจึงมีความสำคัญทั้งจากภายในและภายนอก
มือเป็นอวัยวะที่เราใช้งานหนักโดยเราไม่เคยสังเกต เห็นและปล่อยปละละเลยจนผิวมือแห้ง มือแห้งกร้าน กิจกรรมบางอย่างทำด้วยความเคยชิน เช่น การล้างจาน ที่เราอาจคาดไม่ถึงว่าจะส่งผลต่อผิวมือแห้ง มือแห้งกร้านได้เหมือนกิจกรรมอื่นๆ เช่น อยู่ในโรงภาพยนตร์ที่มีอุณหภูมิต่ำ
จนกระทั่งเมื่อเรารู้สึกถึงผิวแห้ง ผิวหยาบกร้านของมือไม่นุ่ม ชุ่มชื้นน่าสัมผัสเหมือนเดิม นั่นจึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะมองหาผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวได้เร็วยิ่งขึ้น มองหาวิธีการที่เหมาะสมและสามารถมอบความชุ่มชื้น ลดอาการแห้งแตกและทำให้ผิวดูมีสุขภาพดี

5 วิธีแก้ปัญหา ผิวมือแห้ง มือหยาบกร้าน อย่างมีประสิทธิภาพ

เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่แก้ปัญหาอย่างตรงจุด : ดูแลรักษาผิวอักเสบ
การล้างมือด้วยสบู่ธรรมดาที่ไม่มีส่วนผสมของสารบำรุงผิว lสามารถทำให้ผิวมือแห้งอย่างง่ายดาย ลองเปลี่ยนมาใช้สบู่สำหรับล้างมือโดยเฉพาะ เลือกสูตรอ่อนโยนและช่วยถนอมความชุ่มชื่นให้ผิวมือของคุณ ล้างออกด้วยน้ำที่อุ่นเล็กน้อย ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที แล้วเช็ดให้แห้งทั่วถึงทั้งมือและตามซอกนิ้ว อย่างนุ่มนวล
หลังจากล้างมือแล้ว ให้ทาโลชั่นที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ อย่าลืมเลือกใช้โลชั่นที่ไม่เหนียวเหนอะหนะ เพื่อให้คุณรู้สึกเนียนนุ่มอย่างแท้จริง
ปกป้องจากสภาพอากาศและคงความชุ่มชื้นไว้ตลอดเวลา:
ทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนแปลง ความชุ่มชื้นในอากาศก็ปรับเปลี่ยนลดลงตามอุณหภูมิของมันเสมอ อากาศที่หนาวเย็นและมีความชื้นต่ำนั้นมีผลทำให้ผิวคุณแห้งอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ได้รับการปกป้อง อย่างมือของคุณ เป็นต้น
การทาครีมเพื่อคงความชุ่มชื้นและใส่เสื้อคลุมแขนยาวที่คุมลงมาถึงมือ สามารถช่วยปกป้องมือของคุณจากสภาพอากาศได้ ให้คุณเลือกใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ อย่าง วาสลีน® เจลลี่ ที่มีคุณสมบัติช่วยกักเก็บ ล็อคความชุ่มชื้นให้กับผิว และปกป้องผิวของคุณจากการถูกทำ ร้ายอย่างมีประสิทธิภาพ
ปกป้องมือจากสารทำความสะอาด:
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีผิวแห้งมากและยังต้องเผชิญกับสภาวะมือแห้ง มือหยาบกร้าน จนผิวแตกทั้งตามซอกนิ้วและปลายนิ้ว จึงควรเพิ่มการถนอมผิวมือของคุณให้มากยิ่งขึ้น กิจวัตรบางอย่าง เช่น การทำความสะอาดบ้าน ก็เป็นตัวการหนึ่งที่สามารถทำลายความชุ่มชื้นของผิวของคุณได้เช่นกัน ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดภายในบ้านหลายประเภทมีส่วนผสมที่อาจมีฤทธิ์ในการกัดผิวจนเป็นแผล ควรสวมถุงมือยางทุกครั้งที่ต้องทำความสะอาดบ้าน เพื่อป้องกันการระคายเคืองที่เกิดจากน้ำยาทำความสะอาดทั้งหลาย หลังจากที่ดูแลความสะอาดเสร็จแล้ว อย่าลืมใช้โลชั่นสำหรับทามือที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่ทุกครั้งเพื่อปกป้องความชุ่มชื้นและสุขภาพที่ดีของผิวมือ
เคลือบเกราะปกป้องผิว:
ความลับที่สุดอีกอย่างที่ทุกๆ คนควรรู้นั่นคือการทามือด้วยโลชั่นที่มีส่วนผสมของปิโตรเลียมเจลลี่จะช่วยทำหน้าที่เสมือนเกราะเคลือบและปกป้องผิวมือของคุณ ไม่เพียงกักเก็บความชุ่มชื้นอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยให้ขั้นตอนการฟื้นบำรุงผิวให้เป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็ว
คุณสามารถทาโลชั่นได้ตลอดวันเพื่อคงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากสภาพอากาศและมลภาวะในตอนกลางวัน อีกทั้งยังได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นบำรุงผิว ในช่วงเวลาที่คุณพักผ่อนเพียงข้ามคืน คำตอบของปัญหา มือแห้ง มือหยาบกร้าน พบได้ใกล้ๆ ตัวในกระเป๋าของคุณนั่นเอง!
มอบความชุ่มชื่น ยาวนานตลอดคืน:
หากคุณมีปัญหาผิวมือแห้งแตกมากทำให้สัมผัสมือหยาบกร้าน อยากแนะนำให้ลองวิธีฟื้นบำรุง แค่ช่วงข้ามคืนดู!
เพียงแค่ทา วาสลีน เจลลี่ หรือ วาสลีน อินเทนซีฟ แฮนด์ แอนด์ เนล ให้ทั่วมือของคุณ รวมถึงหลังมือและซอกนิ้วด้วยนะคะ หลังจากทาจนทั่วแล้วให้ลองหาถุงมือผ้าคอตตอนมาสวมเพื่อช่วยล็อคความชุ่มชื้นไว้นานตลอดคืน เพียงเท่านี้คุณก็จะตื่นมาพบกับมือที่เนียนนุ่ม น่าสัมผัสในตอนเช้า!
เพียงแค่เตรียมตัวให้พร้อมเสมอสำหรับการป้องกันปัญหาก่อนเกิด มือแห้ง มือหยาบกร้าน รวมถึงการดูแลถนอมผิวมือให้คงความชุ่มชื่นเสมือนหนึ่งล็อคไว้เพื่อ ผิวมือดูสุขภาพดี

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

เอ็มอาร์ไอ (MRI) Magnetic Resonance Imaging

เอ็มอาร์ไอ (MRI) ย่อมาจาก Magnetic Resonance Imaging เป็นการตรวจทางการแพทย์ที่ไม่ทําให้เกิดการ
เจ็บปวด ซึ่งจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาโรคได้ดียิ่งขึ้น ภาพที่ได้จากเครื่องเอ็มอาร์ไอเกิดจากการใช้สนามแม่เหล็กความ
เข้มสูงและคลื่นความถี่วิทยุค่าเฉพาะร่วมกับการคํานวณด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ทําให้ได้ภาพของอวัยวะ เนื้อเยื่อ กระดูก
และภาพเสมือนของส่วนต่างๆ ภายในร่างกายโดยไม่ต้องใช้รังสีภาพที่ได้สามารถถ่ายเป็นฟิล์มหรือเก็บไว้ในแผ่นซีดีได้

รายละเอียดของภาพเอ็มอาร์ไอช่วยให้ แพทย์ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของส่วนต่างๆ ภายในร่างกายและ
ความจําเพาะเจาะจงของโรคได้มากกว่าภาพจากเอกซเรย์หรืออัลตราซาวนด์

สาเหตุที่ต้องตรวจด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ

เพื่อดูรายละเอียดของเนื้องอกของส่วนต่างๆ ของร่างกาย
เพื่อหาความผิดปกติของระบบกระดูกสันหลัง
เพื่อหาความผิดปกติของระบบกระดูก ข้อและกล้ามเนื้อ
เพื่อหาความผิดปกติบางอย่างของระบบหัวใจ
เพื่อหาว่ามีการอุดตันหรือโป่งพองหรือความผิดปกติอื่นๆ ของระบบเส้นเลือด
เพื่อหารอยโรคของตับ เช่น โรคตับแข็ง และโรคของอวัยวะอื่นๆ รวมทั้งท่อนํ้าดี ถุงน้ำดี และท่อน้ำในตับอ่อน
เพื่อดูถุงน้ำและเนื้องอกในไตและท่อปัสสาวะ
เพื่อหาสาเหตุของอาการปวดในช่องเชิงกรานของผู้หญิง เช่น เนื้องอก
เพื่อตรวจหาเนื้องอกของเต้านม

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke)

โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) คือ ภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงเนื่องจากหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน หรือหลอดเลือดแตก ส่งผลให้เนื้อเยื่อในสมองถูกทำลาย การทำงานของสมองหยุดชะงัก

ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง

ความผิดปกติของหลอดเลือดสมองที่ทำให้สมองขาดเลือด แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้

หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (ischemic stroke) เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณ 80% หลอดเลือดสมองอุดตันเกิดได้จากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นในบริเวณอื่นไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดจากมีลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมอง และขยายขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง ส่วนสาเหตุของหลอดเลือดสมองตีบอาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ มีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง
หลอดเลือดสมองแตก(hemorrhagic stroke) พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก หรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดปริแตกได้ง่าย ซึ่งอันตรายมากเนื่องจากทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมีหลายสาเหตุ แบ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้ และปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้ ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้มักมีสาเหตุจากสุขภาพโดยรวมและรูปแบบการดำเนินชีวิต
ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันไม่ได้
อายุ เมื่ออายุมากขึ้น หลอดเลือดก็จะเสื่อมตามไปด้วย โดยผิวชั้นในของหลอดเลือดจะหนาและแข็งขึ้นจากการที่มีไขมันและหินปูนมาเกาะ รูที่เลือดไหลผ่านจะแคบลงเรื่อยๆ
เพศ พบว่าเพศชายมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองสูงกว่าเพศหญิง
ภาวะการแข็งตัวของเลือดเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดการจับตัวกันของเม็ดเลือดและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าคนปกติ
ปัจจัยเสี่ยงที่ป้องกันได้
ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงจึงมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้มากกว่าคนปกติ
เบาหวาน เป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย หากเกิดที่สมองจะมีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนปกติ 2-3 เท่า
ไขมันในเลือดสูง เป็นความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองเช่นเดียวกับโรคหลอดเลือดหัวใจ คือภาวะไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด ทำให้กีดขวางการลำเลียงเลือด
โรคหัวใจ เช่น โรคลิ้นหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือด ถ้าลิ่มเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง ก็จะทำให้สมองขาดเลือดได้
การสูบบุหรี่ สารนิโคตินและคาร์บอนมอนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง และเป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือดทำให้หลอดเลือดแข็งตัว พบว่าการสูบบุหรี่เพียงอย่างเดียวเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองถึง 3.5%
ยาคุมกำเนิด ในผู้หญิงที่ใช้ยาคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูง
โรคซิฟิลิส เป็นสาเหตุของหลอดเลือดอักเสบและหลอดเลือดแข็ง
การขาดการออกกำลังกาย

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อสมองขาดเลือดจะทำให้สมองไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งอาการแสดงต่างๆ จะมากหรือน้อยขึ้นกับระดับความรุนแรงและตำแหน่งของสมองที่ถูกทำลาย เช่น
ชาหรืออ่อนแรงที่ใบหน้าและ/หรือบริเวณแขนขาครึ่งซีกของร่างกาย
พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก
ปวดศีรษะ เวียนศีรษะทันทีทันใด
ตามัว มองเห็นภาพซ้อนหรือเห็นครึ่งซีก หรือตาบอดข้างเดียวทันทีทันใด
เดินเซ ทรงตัวลำบาก

อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน ในรายที่มีภาวะสมองขาดเลือดแบบชั่วคราว (transient ischemic attack: TIA) อาจมีอาการเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วหายไปเอง หรืออาจเกิดขึ้นได้หลายครั้งก่อนจะมีอาการสมองขาดเลือดแบบถาวร ดังนั้นหากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาการของโรคหลอดเลือดสมองจัดเป็นอาการร้ายแรงและอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรือหากไม่ถึงชีวิต ก็อาจทำให้กลายเป็นโรคอัมพาต อัมพฤกษ์ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองและต้องใช้เวลาในการรักษาฟื้นฟูสุขภาพต่อไป

การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง
ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพและสามารถบ่งชี้ถึงตำแหน่งของสมองและหลอดเลือดที่ผิดปกติ รวมถึงภาวะและสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้ เช่น

การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นและความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
การตรวจระดับน้ำตาลและระดับไขมันในเลือด
การตรวจหาการอักเสบของหลอดเลือด
การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (electrocardiogram) เพื่อดูจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
การตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (computerized tomography) เพื่อดูว่าสมองมีภาวะขาดเลือดหรือภาวะเลือดออกในสมองหรือไม่
การตรวจอัลตราซาวนด์หลอดเลือดบริเวณคอ (carotid duplex scan) เพื่อดูขนาดและการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงบริเวณคอที่ไปเลี้ยงสมองด้วยคลื่นความถี่สูง
การตรวจสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic resonance imaging) เพื่อดูเนื้อสมอง หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดที่คอ เป็นวิธีการที่ไม่เจ็บปวดและมีประสิทธิภาพสูง

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง
การรักษาขึ้นกับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองว่าเป็นหลอดเลือดสมองตีบหรือหลอดเลือดสมองแตก โดยจะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน เป้าหมายของการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ โดยทางเลือกในการรักษามีหลายวิธี ในบางกรณีแพทย์อาจให้ยาละลายลิ่มเลือด ซึ่งพบว่าจะได้ผลดีกับผู้ที่มีอาการและอาการแสดงของโรคหลอดเลือดสมองและรีบมาโรงพยาบาลภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง
หลอดเลือดสมองปริแตกหรือฉีกขาด เป้าหมายของการรักษาคือการควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับความดันโลหิต ในกรณีที่เลือดออกมาก แพทย์อาจพิจารณาทำการผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงความดันโลหิต

การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
การป้องกันเป็นการรักษาโรคหลอดเลือดสมองที่ดีที่สุด และควรป้องกันก่อนการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง คือ ต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ส่งเสริมให้หลอดเลือดเกิดการตีบ อุดตัน หรือแตก เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น
ตรวจเช็กสุขภาพประจำปีเพื่อค้นหาปัจจัยเสี่ยง ถ้าพบต้องรีบรักษาและพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ในกรณีที่พบว่ามีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้หลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ต้องรักษาและรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแผนการรักษาของแพทย์ ห้ามหยุดยาเอง และควรรีบพบแพทย์ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติ
ควบคุมระดับความดันโลหิต ไขมัน และน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ควบคุมอาหารให้สมดุล หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม หวาน มัน
ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ และควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม
งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ถ้ามีอาการเตือนที่แสดงว่าเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอชั่วคราว ควรรีบมาพบแพทย์ถึงแม้ว่าอาการเหล่านั้นจะหายได้เองเป็นปกติ
ผู้ที่เป็นหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตันแล้ว แพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของ โรคหลอดเลือดสมอง แต่การใช้ยาเหล่านี้จำเป็นต้องมีการติดตามผลและใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด เนื่องจากถ้ามีการใช้ยาผิด ประมาทเลินเล่อ หรือไม่มีการติดตามดูแลอย่างสม่ำเสมออาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างรุนแรง เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Categories
สุขภาพ

เครียด ปัญหารุมเร้า ไปจัดดอกไม้กันดีกว่า

เครียด ปัญหารุมเร้า ไป จัดดอกไม้ กันดีกว่า
ช่วงนี้ใครกำลังรู้สึกว่าปัญหาหนักหน่วงหรือเครียดเรื้อรัง มีวิธีคลายเครียดง่ายๆ ที่ทำได้เองที่บ้านมาฝากกันค่ะ นั่นก็คือการจัดดอกไม้ แต่ไม่ใช่การจัดดอกไม้ธรรมดานะคะ การจัดดอกไม้แนวนี้มีชื่อว่า การจัดดอกไม้แบบโคริงกะ ซึ่งเราได้รับเชิญจาก Flowering Mind ให้เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่จัดแบบส่วนตัวสุดๆ เวิร์กช็อปนี้ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มเป็นเวิร์กช็อปที่ใช้ธรรมชาติในการบำบัดความเครียดและความทุกข์ต่างๆ ที่น่าแปลกใจคือหลังจากทำเสร็จ เรารู้สึกถึงพลังใจที่ได้กลับคืนมาจริงๆ

อะไรคือการจัดดอกไม้แบบโคริงกะ
คุณจุ๊ จุฑารัตน์ พรมณีสุนทร ช่างภาพและผู้นำเวิร์กช็อปในครั้งนี้
คุณจุ๊ จุฑารัตน์ พรมณีสุนทร ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง ผู้หันมามีความหลงใหลในการจัดดอกไม้แบบโคริงกะ และเป็นเจ้าของสตูดิโอ Flowering mind ได้เล่าให้เราฟังว่า การจัดดอกไม้แบบโคริงกะเป็นการจัดดอกไม้ที่ถือว่าเป็นธรรมชาติบำบัดอย่างหนึ่ง โคริงกะ แปลว่า วงแหวนแห่งแสงสว่าง ปรัชญาของโคริงกะจึงให้ความสำคัญกับธรรมชาติโดยไม่มีอคติ อคติที่เกิดจากความทรงจำหรือกรอบความคิดเดิมๆ ที่เกิดจากความคาดหวัง เปรียบเทียบ ตัดสิน เช่น ความชอบหรือไม่ชอบในดอกไม้ชนิดต่างๆให้วางก่อน เพราะปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์ ทำให้มองไม่เห็นความงามที่มีอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ปรัชญาของโคริงกะ คือ การมองเห็นความงามของธรรมชาติตามความเป็นจริง เปิดโอกาสให้ตัวเองได้สื่อสารกับดอกไม้และให้ดอกไม้ได้สื่อสารกับเรา

คุณหมู พลพัฒน์ อัศวะประภา หนึ่งในผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อป
การจัดดอกไม้แบบโคริกะกับคุณค่าทางใจ และการบำบัดความเครียด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากประสบการณ์ในการจัดดอกไม้หนึ่งวันในวันนั้น ทำให้เราได้รู้ว่าที่จริงแล้วตัวเราเองมีความเครียดสะสม รู้ได้อย่างไรเหรอคะ ดูได้จากดอกไม้ที่เราเลือกนั่นเองค่ะ การจัดดอกไม้แบบโคริงกะ เป็นเหมือนกับการที่เราได้คุยกับตัวเอง เป็นทั้งศิลปะบำบัดและธรรมชาติบำบัด “การ จัดดอกไม้ ทำให้เราได้เปิดมุมมองต่อธรรมชาติ รู้สึกผ่อนคลาย ถือเป็นงานศิลปะที่สะท้อนจิตใจของผู้จัด เป็นการทำความเชื่อมโยงกันระหว่างเรากับธรรมชาติ ซึ่ทำให้เราสามารถดึงสัญชาตญาณความงามในตัวเราออกมาได้” คุณจุ๊ เล่าให้ฟังถึงความรู้สึกเมื่อได้สัมผัสกับการจัดดอกไม้แบบโคริงกะ “พลังของธรรมชาติจะช่วยกระตุ้นจิตวิญญาณส่วนลึกในใจเรา ช่วยยกระดับจิตวิญญาณโดยที่เราไม่รู้ตัว ถ้ายังไม่มีโอกาสได้มาเวิร์กช็อป ก็ลองให้ตัวเองได้มีโอกาสสัมผัสหรือเชื่อมโยงกับธรรมชาติรอบๆ ตัวหรือต้นไม้ที่มีอยู่ ก็จะช่วยให้เรามีพลังขึ้นได้”
หนึ่งดอกก็สวยแล้ว
“ดอกเดียวก็สวยหรือกิ่งเดียวก็สวยได้ ถ้าอยากจะผสมผสานพืชก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องใช้หลายชนิดเกินไป เพราะชนิดเดียวก็แสดงความงามได้ดีมากแล้ว” คุณจุ๊แนะนำสำหรับคนที่อยากลองเริ่มจัดดอกไม้แบบโคริงกะด้วยตัวเอง วิธีง่ายๆ คือให้ลองหาพื้นที่ในบ้านที่เราต้องการจัด ลองดูว่าในพื้นที่นั้นเรารู้สึกว่าอยากวางดอกไม้ที่มีความรู้สึกแบบไหน เมื่อดูพื้นที่แล้ว ให้เดินสำรวจดอกไม้หรือวัชพืชหน้าบ้านหรือในบ้าน ใช้ความรู้สึกในการเลือกดอกไม้ที่อยากนำมาจัดในพื้นที่ที่วางไว้ ให้ดอกไม้และความรู้สึกของเราเชื่อมโยงกัน คุณจุ๊แนะนำว่า “เราต้องมองว่าดอกไม้เป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่มองเป็นวัตถุ” เมื่อได้ดอกไม้มาแล้ว ให้เลือกภาชนะที่จะใส่โดยใช้ความรู้สึกในการเลือกเช่นกัน เมื่อได้ดอกไม้ใส่ภาชนะมาวางลงบนพื้นที่ที่อยากได้ ก็เริ่มใช้ความรู้สึกในการเชื่อมโยงดอกไม้กับตัวเรา จากนั้นถ้าอยากได้ดอกไม้เพิ่มก็สามารถค่อยๆ เติมได้

if you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

4 สิ่งที่ควรทำเมื่อ รู้สึกอยากยอมแพ้

เมื่อไรก็ตามที่เราพบกับความล้มเหลว รู้สึกอยากยอมแพ้ ไม่ประสบความสำเร็จ หรือพบเจอกับปัญหาที่ค่อนข้างยาก แน่นอนว่าเป็นธรรมดาที่เรามักรู้สึกอยากยอมแพ้และหันหลังให้ จนทำให้อาจเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ มีเคล็ดลับดีๆ มาเป็นตัวช่วยในวันที่รู้สึกว่าอยากยอมแพ้มาฝาก เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคน
พูดกับตัวเองดีๆ ด้วยคำพูดที่ให้กำลังใจและให้พลัง

เมื่อไรก็ตามที่รู้สึกว่าอยากยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ถึงแม้ว่าในใจสาวๆ รู้สึกเหนื่อย ท้อ แน่นอนว่าความคิดที่เข้ามามักจะเป็นเรื่องของคำสั่ง สั่งให้ตัวเองต้องทำแบบนั้นแบบนี้ อยากให้ลองเปลี่ยนความคิดใหม่ จากคำสั่งเป็นเรื่องของการแนะนำในทางที่เห็นว่าง่ายกว่า และสามารถเกิดขึ้นได้จริง และเมื่องานที่ทำสำเร็จอย่าลืมชมตัวเองด้วยนะคะ เพื่อจะได้มีกำลังใจในการทำสิ่งอื่นๆ ในอนาคต

ลิสต์ถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น
เป็นกันหรือเปล่าคะเวลาจะทำอะไรสักอย่างที่รู้สึกยาก ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของงาน การใช้ชีวิต งานอดิเรกที่อยากทำ เริ่มแรกเรามักจะรู้สึกไม่อยากทำ มองไม่เห็นช่องทางว่าจะทำมันสำเร็จได้อย่างไร เช่น การออกกำลังกาย หลายคนเริ่มท้อตั้งแต่คิดจะเริ่มทำ หรือรู้สึกว่าไม่มีทางจะทำได้ แต่หากเราคิดถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นการลิสต์ออกมาเป็นข้อๆ ว่าถ้าทำแบบนี้มันเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อให้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น จะช่วยให้สาวๆ รู้สึกมีกำลังใจทำในสิ่งนั้นมากขึ้น และอยากให้คิดเสมอว่า เราทำสิ่งนี้เพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง แต่สิ่งที่ตามมามันจะมีค่ามากกว่านั้น และส่งผลในระยะยาวต่อตัวเองเป็นอย่างดีเลย

เชื่อว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันต้องดีแน่นอน
หลายครั้งที่เราอยากยอมแพ้ อยากให้สาวๆ มองว่า การที่เราตั้งใจทำอะไรสักอย่าง แน่นอนว่าผลลัพธ์มันต้องออกมาคุ้มค่ากับความเหนื่อยที่เราเสียไปอย่างแน่นอน เช่นเดียวกันกับหากเราตั้งใจศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องงานของเรา หรือทุ่มเทความสามารถใส่ใจลงรายละเอียดกับงานที่ทำ สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่หลายคนจะเริ่มยอมแพ้เมื่อต้องเจอกับอุปสรรค ถ้านึกภาพไม่ออก ลองใช้หาภาพความสำเร็จในแบบที่ตัวเองต้องการ หรือเป้าหมายมาแปะไว้ในที่ที่เราเห็นบ่อยๆ เพื่อเรียกพลังและกำลังใจในวันที่ท้อ

คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต
การที่เราแพ้บ้าง ชนะบ้าง ประสบความสำเร็จ หรือล้มเหลว มันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต และไม่อยากให้จมอยู่กับความล้มเหลวสิ่งที่เกิดขึ้นนาน ปล่อยวางและพยายามก้าวต่อไป อย่าปล่อยให้ความล้มเหลวที่เจอมาส่งผลกระทบต่องานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต พยายามมองโลกตามความเป็นจริง และเรียนรู้ปรับตัวที่จะอยู่กับสิ่งนั้นให้ได้ จากนั้นก็ให้ก้าวต่อไปเพื่อความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น

ไม่ว่าจะทำอะไร งานจะยากหรือง่าย ถ้าเรามีกำลังใจที่ดี ไม่ยอมแพ้กับอุปสรรคที่เข้ามา จะทำให้เราสามารถก้าวข้ามผ่านจนไปถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จได้

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa

Categories
สุขภาพ

ปั๊มพ์หัวใจถูกวิธี กู้ชีวีก่อนส่งแพทย์

เมื่อคนเรา หมดสติ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากโรคที่เกี่ยวกับหัวใจจนทำให้ไม่มีเลือดไปเลี้ยงสมองและส่วนต่างๆพอ หรือจากสาเหตุอื่นๆนั้น 2 สิ่งสำคัญคือ “ยังมีลมหายใจ” และ “หัวใจยังเต้น” ซึ่งจะเป็น 2 สิ่งที่ทำให้ชีวิตยังคงอยู่

ฉะนั้นหลัก “การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน” จึงเน้นไปที่ 2 อย่างนี้ ซึ่งคนที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้น และภาวะหยุดหายใจนั้น หากได้รับการช่วยชีวิตพื้นฐานอย่างถูกต้องและทันท่วงทีก่อนนำส่งแพทย์ ก็ยังมีโอกาสฟื้นกลับมามีชีวิตปกติได้
เมื่อเราพบคนสลบ เป็นลม หมดสติไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว คนใกล้ตัว หรือใครก็ตาม มีขั้นตอนต่างๆที่ต้องทำต่อไปนี้

เรียกดูว่าหมดสติจริงหรือไม่?
ตบแรงๆที่ไหล่ เรียกดังๆว่ายังมีสติหรือไม่ อย่าขยับร่างกายผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น

เรียกหาความช่วยเหลือ
เรียกคนใกล้เคียงมาช่วยเหลือ เช่นอาจให้อีกคนให้โทรเรียก 1669 ซึ่งเป็นสายด่วนเรียกรถพยาบาลได้ทุกจังหวัด โดยรายงานรายละเอียด ผู้ป่วยและสถานที่ที่เกิดเหตุให้ครบ (ก่อนลงมือช่วยชีวิตให้ดูว่าสถานที่นั้นปลิดภัยต่อการทำ CPR ) ส่วนอีกคนลงมือช่วยชีวิตเบื้องต้น และอีกคนประเมินโดยดูการเคลื่อนไหวของทรวงอก และหน้าท้องว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่ หรือ หายใจหรือไม่ และเอียงหูของผู้ช่วยเหลือเข้าไปใกล้บริเวณจมูกและปากของผู้ป่วย ว่าได้ยินเสียงอากาศผ่านออกมาทางจมูกหรือปากหรือไม่

จัดท่าให้พร้อมสำหรับการช่วยชีวิต
จัดท่าให้ผู้ หมดสติ นอนหงายบนพื้นราบและแข็ง แขนสองข้างเหยียดข้างลำตัว ไม่บิดไปมา

หาตำแหน่งวางมือบนหน้าอก
ถ้าผู้หมดสติไม่ไอ ไม่หายใจ ไม่ขยับ หัวใจหยุดเต้น ไม่มีสัญญาณชีพ ให้วางสันมือข้างหนึ่งที่ครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก แล้วนำมืออีกข้างวางทาบไปบนมือแรก แล้วกดหน้าอกทันที แต่ระวังอย่ากดถูกกระดูกซี่โครงซึ่งอาจหักได้ (ถ้าเป็นทารกไม่เกิน 1 ขวบ ให้ใช้เพียง 2 นิ้วคือนิ้วชี้กับนิ้วกลาง กดกลางหน้าอกใต้ราวนมเล็กน้อย)

กดหน้าอก 30 ครั้ง
เป้าหมายเพื่อให้ระบบไหลเวียนเลือดยังทำงาน แม้หัวใจจะหยุดเต้น โดยกดให้ยุบลงราว 2 นิ้ว (หรือ 1.5 นิ้วสำหรับทารก) แล้วปล่อย กดแล้วปล่อย ทำติดต่อกัน 30 ครั้ง ให้ได้ความถี่อย่างน้อย 100 ถึง 120 ครั้งต่อนาที หรือราววินาทีละ 2 ครั้ง

เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง
ดันหน้าผากผู้หมดสติลงเบาๆพร้อมประคองยกคางขึ้น เพื่อเป็นการเปิดลมหายใจให้โล่ง

ช่วยหายใจ
เป่าลมเข้าปอด 2 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 1 วินาทีเต็ม โดยต้องเห็นผนังทรวงอกผู้หมดสติขยับขึ้นจากการเป่าลมนั้น
กดหน้าอก 30 ครั้ง สลับการเป่าลมเข้าปอด 2 ครั้ง กดหน้าอก 30 ครั้ง โดยหยุดกดหน้าอกไม่เกิน 10 วินาที

ทั้งหมดนี้ ให้ทำจนกระทั่งผู้หมดสติมีความเคลื่อนไหว หรือไอ หรือมีบุคลากรทางการแพทย์มารับช่วงต่อ หรือมีผู้นำเครื่องช็อกไฟฟ้าหัวใจอัตโนมัติ (AED) มาถึง ซึ่งเราจะมาทำความรู้จักในตอนหน้าต่อไป

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

Categories
สุขภาพ

เดินวิ่งสายพานตรวจหัวใจ เป็นอย่างไร ใครควรทำ

จากบทความ “สงสัยเป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ รีบไปหาหมอ อย่ารอนาน” จะขอเจาะลึกรายละเอียดของการเดินสายพานทดสอบสมรรถภาพหัวใจหรือ Exercise Stress Test (EST) สักหน่อยในบทความนี้
ปัจจุบันจะเห็นว่า เมื่อไปตามโรงพยาบาลต่างๆ จะมีโปรแกรมการตรวจเดินสายพาน มักจะมีคำถามเกี่ยวกับการเดินสายพานอยู่บ่อยครั้ง ว่าเป็นอย่างไร ทำไปทำไม หลักการคืออะไร รู้ผลตรวจแล้วจะทำอะไรต่อไป
หลักการ
เป็นการกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เหมือนการออกกำลังกาย เมื่อมีการกระตุ้นหัวใจให้มากขึ้น กล้ามเนื้อหัวใจก็ต้องการเลือดมาเลี้ยงหัวใจมากขึ้น ผู้ที่เป็น โรคหลอดเลือดหัวใจ ตีบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จะมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยมาก พร้อมทั้งมีคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกติ บ่งชี้ว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
เดินไหวหรือเปล่า
การเดินสายพานนั้น จะดูสภาพร่างกายของผู้ป่วยว่าเหมาะสมหรือไม่ ไม่มีโรคเกี่ยวกับกระดูก ข้อต่างๆ เนื่องจากการตรวจโดยการเดินสายพาน ผู้ป่วยต้องสามารถเดินได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เป็นโรคหัวใจที่รุนแรงอยู่ก่อน เช่น โรคลิ้นหัวใจตีบ รั่ว โรคเส้นเลือดโป่งพอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือการนำไฟฟ้าหัวใจผิดปกติบางอย่าง หัวใจล้มเหลว กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นอันตรายในการตรวจ และไม่สามารถแปรผลได้ ส่วนใหญ่กลุ่มที่มาตรวจเดินสายพาน จะเป็นกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงเต่อโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือเป็นโรคอยู่แล้ว ผ่าตัด By Pass หรือทำการขยายบอลลูนไปแล้ว แล้วมีอาการกลับมาเป็นอีก ก็จะใช้วิธีนี้ทดสอบ

ข้อบ่งชี้
ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอาการเหนื่อยง่าย แน่นอกเวลาออกแรงทั้งที่มีและไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งผลการตรวจอื่นๆ ไม่สามารถบอกได้ว่ามีเส้นเลือดหัวใจตีบ ความไว (sensivity)ในการตรวจEST ประมาณ 60-70% และความเฉพาะ (specificity)ของ EST ประมาณ 70-80% การที่ความแม่นยำในการตรวจไม่ได้เต็มร้อยเนื่องจากว่าหลอดเลือดหัวใจมีหลายเส้น เมื่อมีเส้นที่ตีบ ก็จะมีการนำเลือดจากเส้นเลือดอื่นมาช่วยเลี้ยงส่งผลให้การตรวจเป็นปกติ ถ้าสงสัยต้องส่งตรวจอย่างอื่นต่อไป
การตรวจเดินสายพานทำอย่างไร
ต้องเตรียมตัวให้พร้อม ควรซ้อมเดินเร็ว เพื่อให้สามารถทำได้ครบตามโปรแกรม และแปลผลได้ ให้งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ชา กาแฟ 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ แนะนำให้ทานยาโรคหัวใจตามปกติ อย่าทานอาหารหนักมาก เพราะเมื่อทำการวิ่งจะมีอาการจุก พาญาติมาด้วย เมื่อเตรียมพร้อม ก็จะทำการติดอุปกรณ์การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจบริเวณหน้าอก แขนและขา หลังจากนั้นก็จะให้ยืน เพื่อบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แล้วจึงขึ้นลู่วิ่ง โดยให้วิ่งบนพื้นราบ แล้วปรับความชันตามโปรแกรม ซึ่งโปรแกรมนั้นอาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเดินสายพานได้นานขึ้น และแปรผลได้ โดยการเดินจะเร็วขึ้น และสูงขึ้นทุก 3 นาที จะมีการวัดความดันโลหิต และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 12 ลีด และทำไปเรื่อยๆ จน 85% ของอัตราการเต้นสูงสุดของผู้ป่วยตามเกณฑ์อายุ เมื่อครบตามเป้าหมายแล้ว เครื่องก็จะค่อยๆ เบาลงและหยุดภายใน 30-60 วินาที และจะทำการบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจต่อ จนครบ 5 นาที ทั้งนี้ ยกเว้นบางรายที่มีอาการ หรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ แพทย์ก็จะให้หยุดก่อน
การแปลผล
แปลผลได้เป็น 4 แบบคือ แปลผลไม่ได้เนื่องจากเดินได้ไม่เต็มที่ ปกติ ก้ำกึ่งไม่แน่ใจเนื่องจากคลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลงไม่ชัดเจน และผิดปกติพบหลักฐานกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
ทำอย่างไรต่อ
หลังรู้ผลตรวจอายุรแพทย์โรคหัวใจจะแนะนำตรวจติดตามหรือส่งตรวจหลอดเลือดหัวใจด้วยเครื่องCoronary CT angiography ในรายที่ผลตรวจก้ำกึ่ง และส่งตรวจหลอดเลือดหัวใจโดยการฉีดสีผ่านสายสวนในรายที่พบความผิดปกติ

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufa