การผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่เทียมชนิดกลับด้าน (Reverse Total Shoulder Arthroplasty) เทคนิคนี้คืออะไร

ข้อไหล่นั้นถือเป็นข้อที่เคลื่อนไหวมากที่สุดในร่างกายและเป็นอวัยวะที่สำคัญในชีวิตประจำวัน หากเกิดการปวดร้าว หรือเคลื่อนไหวไม่สะดวกสบายเป็นระยะเวลานาน อาจเป็นสัญญาณเตือนถึง ภาวะข้อไหล่เสื่อม แต่วิธีการรักษานั้นก็จะมีหลายวิธี เช่น การรับประทานยา การทำกายภาพบำบัดหรือสุดท้ายคือการผ่าตัด แต่การผ่าตัดก็มีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งบทความนี้เราจะมาพูดถึงการผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่เทียมชนิดกลับด้านว่าเทคนิคนี้คืออะไร และเหมาะสมกับใครบ้าง

ทำความรู้จักกับ “ข้อไหล่เทียมแบบกลับด้าน” ภาวะข้อไหล่เสื่อม
ข้อไหล่เทียมแบบกลับด้าน (Reverse Total Shoulder Arthroplasty) จะมีลักษณะรูปร่างความโค้งตรงข้ามกับข้อไหล่ปกติ โดยหัวข้อเทียมทรงกลมจะไปยึดติดที่กระดูกเบ้าเดิม และเบ้าเทียมพลาสติกจะมายึดติดที่กระดูกต้นแขน โดยมีฐานรองเบ้าโลหะที่มีด้ามเสียบเข้าโพรงกระดูกต้นแขน อีกทั้งจุดศูนย์กลางการหมุนของข้อเลื่อนเข้าด้านในมากกว่าข้อไหล่ปกติ การปรับเปลี่ยนนี้ทำให้ผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเอ็นหัวไหล่ฉีกขาดขนาดใหญ่สามารถยกแขนขึ้นได้ โดยเปลี่ยนแรงยก (Shearing force)ของกล้ามเนื้อหัวไหล่ (Deltoid muscle) เป็นแรงกด (Compression force) ที่ข้อเทียม ผู้ป่วยจึงสามารถยกแขนได้ผ่านจุดหมุนใหม่ที่ข้อเทียม

ข้อไหล่เทียมแบบกลับด้านเหมาะกับใคร?
ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด Reverse Total Shoulder Arthroplasty
ผู้ป่วยข้อไหล่เสื่อมจากภาวะเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาด (Cuff tear arthropathy)
ผู้ป่วยที่มีภาวะเส้นเอ็นข้อไหล่ฉีกขาดที่ไม่สามารถเย็บซ่อมได้และมีอาการ (Symptomatic Massive Irreparable Rotator cuff tear) ยังไม่มีการเสื่อมของข้อไหล่แต่มีอาการปวด อ่อนแรง และไม่สามารถยกไหล่ได้มากกว่า 90 องศา ซึ่งอาการไม่ดีขึ้นจากการรักษาโดยไม่ผ่าตัด
มีการทำงานของกล้ามเนื้อหัวไหล่ (Deltoid muscle) และ Teres minor เป็นปกติ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากการตรวจร่างกายโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG)
คุณภาพของกระดูกเบ้าข้อไหล่ (Glenoid) ดีพอในการยึดข้อเทียม โดยศัลยแพทย์สามารถประเมินได้ด้วยการเอ็กซเรย์ (Plain X-ray) และการตรวจเพิ่มเติม CT scan หรือ การทำ MRI
นอกจากนี้ยังมีการนำข้อไหล่เทียมชนิดกลับด้านไปใช้ในผู้ป่วยภาวะอื่นๆ อีก ได้แก่ กระดูกหักบริเวณหัวกระดูก Humerus ในผู้สูงอายุหรือผ่าตัดแก้ในกรณีที่กระดูกติดผิดรูป ผู้ป่วยข้อไหล่อักเสบเรื้อรังรูมาตอยด์ที่มีการฉีกขาดของเส้นเอ็นข้อไหล่ร่วมด้วย และการผ่าตัดแก้ไขการผ่าตัดเปลี่ยนข้อไหล่เทียม อ่านเพิ่มเติม

Image Guided Biopsy อีกขั้นของเทคโนโลยีการวินิจฉัยโรค

หากพูดถึงการตรวจวินิจฉัย โรคจากชิ้นเนื้อ แน่นอนว่าสิ่งแรกที่เรานึกถึงก็คงหนีไม่พ้นการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเหล่านี้ออกมา ก่อนส่งให้ห้องปฏิบัติการตรวจสอบ แล้วจะดีกว่าไหม ถ้าวันนี้เราสามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ต้องผ่าตัดเอาก้อนเนื้อทั้งก้อนออกมา

ชวนรู้จัก Image Guided Biopsy
นอกจากจะเป็นหน่วยวินิจฉัยโรคด้วยด้วยภาพวินิจฉัยจากเครื่องมือต่างๆ ทางด้านรังสีแล้วนั้น เรายังให้บริการอีกขั้นของเทคโนโลยีในการวินิจฉัยโรค อันได้แก่ Image Guided Biopsy หรือการตรวจวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อ โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ที่มีความละเอียดสูง หรือเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (256 slices) ช่วยระบุตำแหน่งของโรค เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แม่นยำมากที่สุด

การตรวจด้วยวิธีนี้ได้เข้ามามีบทบาทในการวินิจฉัยรอยโรคบริเวณลำคอ, ทรวงอก และช่องท้อง เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องมีการผ่าตัดเพื่อเอาก้อนเนื้อทั้งก้อนออกมาตรวจ เพียงแต่สอดเข็มขนาดเล็กผ่านผิวหนังเข้าไปยังอวัยวะที่ต้องการเก็บชิ้นเนื้อส่งตรวจ พร้อมยืนยันตำแหน่งการเก็บชิ้นเนื้อจากรอยโรคที่ต้องการด้วยเครื่องอัลตร้าซาวด์ที่มีความละเอียดสูง หรือเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (256 slices)

ความผิดปกติที่ใดบ้างที่ตรวจได้
การตรวจวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อ โดยใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ที่มีความละเอียดสูง จะสามารถค้นพบความผิดปกติ และรอยโรคบริเวณต่อมไทรอยด์, ต่อมน้ำเหลือง, ปอด, ตับ,ไต รวมไปถึงรอยโรคอื่นๆ ในช่องอกและช่องท้อง

แผลเล็ก เจ็บน้อย แม่นยำ
ข้อดีของการตรวจด้วยวิธีนี้คือ แผลเล็ก (ใหญ่กว่าฉีดยานิดเดียว), เมื่อแผลเล็กก็ย่อมเจ็บน้อยและใช้เวลาพักฟื้นน้อยเป็นธรรมดา ผู้ป่วยสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น

ในแง่การรักษา เทคโนโลยีในปัจจุบันช่วยให้เราสร้างภาพวินิจฉัยที่มีความละเอียดสูง ทำให้สามารถตรวจพบรอยโรคที่ขนาดเล็กๆ ได้ เมื่อร่วมกับการตรวจวินิจฉัยโรคจากชิ้นเนื้อที่มีความแม่นยำสูง ตามที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคร้ายได้ตั้งแต่ระยะต้นๆ , ลดการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นกรณีรอยโรคที่เป็นไม่ใช่เนื้อร้าย และยังช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาไปถูกทางตามผลการตรวจชิ้นเนื้อ อ่านเพิ่มเติม

ติดมือถือ ชอบแชท ชอบช้อปปิ้งถือของหนัก ระวัง “โรคนิ้วล็อค”

การใช้งานนิ้วมือหนักเกินไป ใช้งานนิ้วมือด้วยท่วงท่าเดิมซ้ำ ๆ หรือใช้นิ้วเกี่ยวของหนัก ๆ มักเป็นสาเหตุของการเกิดโรคนิ้วล็อคได้ ซึ่งไม่ได้เจอแต่เฉพาะตอนทำงานเท่านั้น ตอนที่เราใช้ชีวิตประจำทั่วไป สามารถเป็นได้ เพราะด้วยสังคมปัจจุบันที่เป็นในรูปแบบออนไลน์ส่วนใหญ่ ทำให้คนติดการเล่นมือถือสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พบ โรคนิ้วล็อค เพิ่มมากขึ้น

ไม่ใช่เฉพาะติดมือถือ ติดแชทเท่านั้นที่ทำให้เกิด “โรคนิ้วล็อค”
ไม่ใช่เฉพาะติดมือถือ ติดแชทเท่านั้น การไป Supermarket หรือตลาดสด เพื่อซื้อข้าวของเครื่องใช้ และอาหารเป็นจำนวนมาก ที่ต้องทำให้ถือของหนักๆ เป็นประจำ ก็อาจเสี่ยงเป็นโรคนิ้วล็อคได้เช่นกัน ยิ่งติดแชทด้วย อาจจะไปเร่งให้ โรคนิ้วล็อคมีอาการเร็วขึ้นได้ ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และมีแนวโน้มที่จะเกิดในผู้ที่มีอายุ 40-60 ปี อ่านเพิ่มเติม

คลำพบก้อนที่คอ..จะเป็นอะไรได้บ้างนะ

ก้อนที่เกิดขึ้นบน ลำคอ อาจเป็นได้ทั้งก้อนขนาดเล็กต้องคลำจึงจะพบ หรือขนาดใหญ่ที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตา และมักสร้างความกังวลใจไม่น้อยว่าก้อนเหล่านี้อันตรายหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก้อนที่คอมักไม่ค่อยอันตราย ส่วนจะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอะไรได้บ้าง นี่คือคำตอบ!

ก้อนที่คอ…เกิดจากสาเหตุอะไรนะ?
ก้อนบริเวณผิวหนัง เช่น ก้อนซีสต์ไขมันผิวหนัง (Sebaceous Cyst ), ก้อนไขมันใต้ผิวหนัง (Lipoma)
ก้อนต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งเกิดจาก
การติดเชื้อที่หู การติดเชื้อที่โพรงจมูก คอ, ทอนซิลอักเสบ, การติดเชื้อที่เหงือกและฟัน โดยมักมีอาการที่อวัยวะนั้นๆ ด้วย เช่น ปวดหู ปวดฟัน ฟันผุ มีเหงือกอักเสบ เจ็บคอ ไอมีเสมหะ อาจมีไข้ร่วมด้วย
ติดเชื้อวัณโรคต่อมที่น้ำเหลือง (Tuberculosis lymph node)
ติดเชื้อไวรัสบางชนิดที่ทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง (Lymphoma)
มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia)
มะเร็งที่อวัยวะอื่นๆ ที่แพร่กระจายมาที่ต่อมน้ำเหลือง เช่น มะเร็งปอด มะเร็งเต้านม มะเร็งบริเวณ ลำคอ
ก้อนบริเวณต่อมไทรอยด์ ซึ่งเกิดจาก
ต่อมไทรอยด์อักเสบ (Thyroiditis) มักมีก้อนที่ไทรอยด์ กดเจ็บบริเวณก้อน
ก้อนเนื้อหรือถุงน้ำที่ต่อมไทรอยด์ ( Thyroid nodule , Thyroid cyst )
มะเร็งต่อมไทรอยด์ (Thyroid cancer )
ก้อนถุงน้ำที่คอ (Branchial Cleft Cyst) เกิดขึ้นเพราะเนื้อเยื่อตอนเป็นตัวอ่อนพัฒนาไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเนื้อเยื่อ และมีสารน้ำมาสะสมเป็นถุงน้ำ อ่านเพิ่มเติม

ยานอนหลับอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด อยากรักษา “โรคนอนไม่หลับ” คุณหมอมีคำตอบ

ถ้าพูดถึงปัญหา “โรคนอนไม่หลับ” หรือ “Insomnia” หลายคนน่าจะพุ่งเป้าการรักษาไปที่การทานยานอนหลับ! เพราะฉะนั้น หากเราบอกกับคุณว่า จริงๆ แล้ว “ยานอนหลับ” ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด…ก็อาจทำให้หลายคนคัดค้านในใจ แต่นี่คือแนวทางในการรักษาโรคนอนไม่หลับ

โรคนอนไม่หลับคืออะไร…หลับยากมานานแค่ไหนถึงควรพบแพทย์
โรคนอนไม่หลับ (Insomnia) จะแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ Acute และ Chronic ซึ่ง Acute เป็นการนอนไม่หลับในช่วงระยะสั้นๆ เกิดขึ้นประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ติดต่อกันไม่เกิน 3 เดือน ส่วน Chronic จะเป็นการนอนไม่หลับแบบเรื้อรัง คือ เกิดขึ้นมากกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ขึ้นไป และต่อเนื่องมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป

โดยส่วนใหญ่ในช่วงแรก หลายคนจะเริ่มจากขั้น Acute ก่อน ซึ่งถ้ารู้สึกว่ายังควบคุมได้ ไม่กระทบชีวิตประจำวัน ก็ยังไม่จําเป็นต้องไปพบแพทย์ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่การนอนไม่หลับเริ่มส่งผลกับชีวิตประจําวัน ไม่ว่าจะเป็น การปวดศีรษะ หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ ทํางานไม่มีประสิทธิภาพ แบบนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะถ้าปล่อยให้เวลาเรื้อรังจนถึงขั้น Chronic ปัญหาการนอนไม่หลับจะส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตได้

เพราะสาเหตุอะไรที่ทำให้เกิดปัญหา “นอนไม่หลับ”
อาการนอนไม่หลับอาจมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ ได้เหมือนกัน เช่น โรคที่ส่งผลให้หายใจไม่สะดวกอย่างโรคปอด หรือโรคกรดไหลย้อนที่ทําให้ไม่สบายท้องเวลานอน รวมถึงภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) ที่ผู้ป่วยมักจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลากลางคืน

แต่สำหรับอาการนอนไม่หลับที่เกิดจาก “โรคนอนไม่หลับ” โดยตรง มักมีสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลักๆ คือ

สภาวะทางอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็น ความเครียด วิตกกังวล หรือซึมเศร้า
ความสมดุลของฮอร์โมน เนื่องจากร่างกายมีความผิดปกติ อาจจะมีการผลิตฮอร์โมนบางชนิดมากหรือน้อยกว่าปกติ และส่งผลต่อการนอนหลับ เช่น มี DHEA หรือฮอร์โมนความสุขต่ำเกินไป, มี Cortisol หรือฮอร์โมนความเครียดสูงเกินไป
สภาพแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น สภาพแวดล้อมภายในห้องนอน หรือพฤติกรรมต่างๆ อย่างการชอบเล่นมือถือก่อนนอน ที่อาจจะทําให้แสงสีฟ้าเข้าไปยับยั้งการหลั่ง Melatonin ในร่างกาย ส่งผลให้เรานอนหลับได้ยากขึ้น
ตรวจให้ชัวร์…เช็กให้ละเอียด ด้วยวิธีการเหล่านี้!
การตรวจคัดกรองนั้น เริ่มตั้งแต่การพูดคุยสอบถามอาการเบื้องต้น ไปจนถึงการตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะเพื่อเช็กระดับฮอร์โมนและค่าต่างๆ ซึ่งในขั้นตอนแรกนั้น ต้องวินิจฉัยก่อนว่า “โรคนอนไม่หลับ” ที่เราเป็น มีสาเหตุมาจากตัวโรคเอง หรือมีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ ซึ่งถ้าไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคอื่นๆ ก็เป็นการตรวจดูในเรื่องสภาวะทางอารมณ์, ความสมดุลของฮอร์โมน รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน การออกกําลังกาย และพฤติกรรมที่มักทำบ่อยๆ ก่อนเข้านอน

เช็กต้นเหตุนอนไม่หลับ…ต้องตรวจฮอร์โมนอะไรบ้าง
ในการตรวจระดับฮอร์โมนนั้น หลักๆ แพทย์จะทําการเจาะเลือดเพื่อตรวจฮอร์โมน DHEA และ Cortisol ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับด้านอารมณ์ รวมไปถึง Growth Hormone ซึ่งหากอยู่ในระดับปริมาณที่ไม่พอดี ก็สามารถส่งผลต่อการนอนได้เช่นกัน

ไม่เพียงตรวจฮอร์โมน แต่แพทย์ยังทำการตรวจระดับวิตามินในร่างกาย โดยการตรวจปัสสาวะซึ่งถ้าพบว่าอยู่ในระดับที่มากหรือน้อยจนเกินไป ก็อาจจะต้องมีการให้วิตามินหรืออาหารเสริมบางประเภท เช่น Magnesium, GABA, Vitamin B6, L-Tryptophan หรือ Melatonin ที่เป็นสารตั้งต้นตัวสําคัญที่จะช่วยให้การนอนหลับของเราดีขึ้น

ใช้ยานอนหลับเป็นตัวช่วย…ดีหรือไม่ดีกันแน่
การรักษาอาการนอนไม่หลับโดยการใช้ยานอนหลับ…อาจไม่ใช่เรื่องต้องห้ามซะทีเดียว! เพียงแต่ไม่ควรใช้ยานอนหลับติดต่อกันเกิน 1-3 เดือน เพราะเมื่อหยุดยาจะทำให้การนอนหลับยากยิ่งขึ้น หากต้องการหยุดหรือปรับยานอนหลับ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง และสิ่งที่สำคัญกว่า…คือการตรวจหาสาเหตุของการนอนไม่หลับ เพื่อนำไปสู่แนวทางการรักษาที่ตรงจุด อ่านเพิ่มเติม

FIBER ลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ดีต่อลำไส้

ใยอาหาร (Dietary Fiber) คือ ส่วนของโครงสร้างของพืช 99 % พบในผัก ผลไม้ และเมล็ดธัญพืช ซึ่งจะไม่ถูกย่อยโดยเอนไซม์ในทางเดินอาหาร ใยอาหาร (Dietary Fiber) มีผลต่อระบบการทำงานของร่างกายหลายด้าน เช่น ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีผลต่อระดับน้ำตาล ลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ ลดความอ้วนป้องกันมะเร็ง ปรับปรุงหน้าที่ของลำไส้ใหญ่ เป็นต้น เราสามารถแบ่งใยอาหารออกเป็น 2 ชนิด คือ ใยอาหารที่ละลายน้ำ และใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ
ใยอาหารที่ละลายน้ำ (Soluble Fiber) คือ เส้นใยอาหารส่วนที่มีคุณสมบัติในการละลายน้ำได้ และสามารถดูดซับสารที่ละลายในน้ำไว้กับตัว เช่น Pectin Gums Mucilage เป็นสารที่ละลายในน้ำที่ร่างกายย่อยไม่ได้ พบได้ภายในเซลล์พืช มีส่วนทำให้อาหารผ่านไปในทางเดินอาหารช้าลง นอกจากนี้ยังช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล พบมากในพืชจำพวก ถั่ว รำข้าวโอ๊ต ผัก และผลไม้
ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ (Insoluble Fiber) ใยอาหารส่วนนี้จะไม่ละลายน้ำ แต่จะเกิดการพองตัวในน้ำลักษณะคล้ายฟองน้ำ ทำให้มีการเพิ่มปริมาตรของกระเพาะอาหาร จึงทำให้รู้สึกอิ่ม และเพิ่มปริมาตรของอุจจาระ ช่วยเร่งให้อาหารผ่านไปตามทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น และช่วยเพิ่มมวลของอุจจาระทำให้ช่วงเวลาที่กากอาหารค้างอยู่ในทางเดินอาหารสั้นลง (ขับถ่ายเร็วขึ้น) จะส่งผลทำให้รู้สึกอยากถ่ายอุจจาระ ลดปัญหาท้องผูกได้ เช่น เซลลูโลส เฮมิเซลลูโลส และลิกนิน พบบนผนังเซลล์ของพืช ใยอาหารประเภทนี้พบได้มากในรำข้าว รวมทั้งในผัก และผลไม้

คุณสมบัติหลักของใยอาหารที่มีต่อร่างกาย
ลดระดับคอเลสเตอรอลไขมันในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ใยอาหารที่ละลายน้ำสามารถลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและตับ ใยอาหารที่ให้ผลนี้ คือ เพคติน ไซเลียม (Psyllium) ชนิดต่างๆ เช่น กัวกัม (guar gum) และ บีนกัม (bean gum) แหล่งอาหารที่ละลายน้ำนี้ ได้แก่ รำข้าวโอ๊ต หรือบาร์เลย์ และถั่วต่างๆ เมื่อสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลโดยรวมได้ ก็จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้อีกทางหนึ่ง โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ทั้งนี้ การรับประทานใยอาหารในข้าวโอ๊ตและเบต้ากลูแคนในปริมาณ 3-15 กรัมต่อวัน จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ประมาณ 5-15% (จะเห็นได้ชัดในผู้ที่มีระดับไขมันในเลือดสูง) ส่วนใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ เช่น เซลลูโลส และรำข้าวสาลี (wheat bran) จะไม่มีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ช่วยทำให้ลำไส้ใหญ่ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น ใยอาหารไม่ละลายน้ำมีผลต่อลำไส้ใหญ่ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางของอาหาร (Transit time) เพิ่มน้ำหนักอุจจาระ และระบายบ่อยขึ้น เป็นตัวเจือจางปริมาณสารพิษในลำไส้ใหญ่ และทำให้การเตรียมสารสำหรับถูกย่อยโดยจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่เป็นไปโดยปกติ ใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ เช่น รำข้าวสาลี ช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระอย่างมาก มีประโยชน์ต่อผู้ที่เป็นโรคท้องผูก ริดสีดวงทวาร ผัก และผลไม้ ส่วนกัม และมิวซิเลจ เพิ่มปริมาณอุจจาระปานกลาง ขณะที่ถั่ว และเพคตินเพิ่มน้อยที่สุด
ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ และการเกิดถุงตันที่ลำไส้ใหญ่ การบริโภคใยอาหารมาก จะยิ่งช่วยลดอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ และโรคถุงตันที่ลำไส้ใหญ่ได้มากขึ้น ทั้งนี้ การบริโภคใยอาหารน้อยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของจุลินทรีย์ในระบบย่อยอาหาร ลดการรวมตัวของกรดน้ำดี เพิ่มเวลาของอาหารที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่ ลดน้ำหนัก และปริมาณอุจจาระ ตลอดจนลดความถี่ของการขับถ่ายอุจจาระ
ลดการนำไปใช้ประโยชน์ของสารอาหารภายในลำไส้เล็ก ส่วนประกอบของอาหารจะถูกย่อย และสารอาหารจะถูกดูดซึมผ่าน mucosal cells ใยอาหารชนิดต่างๆ สามารถยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์จากตับอ่อนที่ใช้ย่อยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ใยอาหารอาจจะลดการนำไปใช้ประโยชน์ของเอ็นไซม์สำหรับการย่อยไตรกลีเซอไรด์ แป้ง และโปรตีนภายในลำไส้ ใยอาหารตามธรรมชาติ เช่น ธัญพืช ผลไม้ โดยทั่วไปมีผลลดการดูดซึมของเกลือแร่ เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี และทองแดง อย่างไรก็ตาม ผลของการลดการดูดซึมของเกลือแร่ บางส่วนอาจมาจาก phytic acid ในอาหารเหล่านั้น
วิธีในการทานใยอาหารในแต่ละวัน
ควรทานข้าวเป็นอาหารหลัก โดยเฉพาะข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ หรือผลิตภัณฑ์จากข้าวที่ไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีท
ทานผัก ผลไม้ให้มากๆ และกินพืชตระกูลถั่วให้หลากหลาย อ่านเพิ่มเติม

บีทรูท ดีต่อหัวใจ

บีทรูท หรือผักกาดฝรั่ง ผักกาดแดง

สารสีแดง ที่มีชื่อจากผลงานวิจัยว่า บีทานิน (Betanin) ซึ่งเป็นกรดอะมิโน ตัวช่วยในการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังช่วยลดการเติบโตของเนื้องอกได้ ทำให้เลือดลม และระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดียิ่งขึ้น ผลของบีทรูทยังช่วยลดค่าความดันเลือด และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในคนที่มีความดันเลือดสูง
สารสีม่วง ที่มีชื่อจากผลงานวิจัยว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและอัมพาตได้อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

เม็ดบัว ป้องกันโรคหัวใจ

เม็ดบัว
อุดมไปด้วยวิตามิน และสารอาหารหลากหลายชนิด อาทิ วิตามิน A C E โปรตีน เกลือแร่ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และแมกนีเซียม นอกจากนี้ ยังมีสังกะสีและเหล็ก ช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงประสาท บำรุงไต ป้องกันมะเร็งตับ อีกทั้ง ช่วยในรักษาอาการท้องร่วง และบิดเรื้อรัง ใช้เป็นยาบำรุงเลือด หรือเพิ่มเลือดได้ด้วย ที่สำคัญที่สุดดีบัวที่ขมๆ แก้โรคหัวใจ การรับประทานเม็ดบัวเพื่อการบำรุงเลือดจะต้องเป็นเม็ดบัวสดเท่านั้น เม็ดบัว มีสารแอนติออกซิแดนท์ตามธรรมชาติในปริมาณสูงพอๆ กับวิตามินที่มีวางขายในท้องตลาด
สารแอนติออกซิแดนท์ในเม็ดบัวมีข้อดี คือ
ชะลอความแก่จากความเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ เหมาะกับกลุ่มวัยทอง
ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
“ดีบัว” ที่หลายคนชอบหยิบทิ้งออกไปเพราะมีรสขมนั้น มีคุณสมบัติในการขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ อ่านเพิ่มเติม

โรคหัวใจกับโรคไต อะไรเกิดก่อนกัน

ผู้ป่วยที่เป็น โรคหัวใจระยะนาน
เมื่อเกิดภาวะหัวใจวาย ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การทำงานของไตผิดปกติ นำไปสู่การเกิดโรคไตได้ ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเป็นระยะเวลานานจนไตเสื่อม ไม่สามารถขับของเสียและสารพิษออกจากร่างกายได้ จนนำไปสู่ภาวะมีของเสียคั่งค้างในร่างกาย เป็นสาเหตุที่ทำให้หัวใจทำงานไม่ปกติ จนเกิดเป็นโรคหัวใจได้
สาเหตุอีกประการหนึ่ง ที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตมานาน มักจะเกิดภาวะความดันโลหิตสูง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการควบคุมที่ดีจะนำไปสู่การเกิดภาวะหัวใจโต เกิดเป็นโรคหัวใจได้อีกเช่นกัน ในรายที่มีการควบคุมภาวะเบาหวาน และความดันโลหิตสูง จะต้องใส่ใจเรื่องน้ำหนักตัวให้มาก งดสูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงความเครียด และพยายามออกกำลังกาย
หากขาดการดูแลเรื่องเหล่านี้ จะเป็นเหตุที่นำไปสู่การเกิดเส้นเลือดแข็งตัว เกิดภาวะเส้นเลือดตีบนำไปสู่การเกิดโรคหัวใจและโรคไตได้ เนื่องจากหัวใจ และไตจะได้รับเลือดมาเลี้ยงได้ไม่เพียงพอ ในกรณีที่เส้นเลือดแข็งตัวและตีบ การรักษาโรคไตทำได้หลายแบบ
นอกจากการใช้ยา และการผ่าตัดแล้ว อาหารก็นับว่ามีส่วนสำคัญในการรักษา เพราะไตเป็นอวัยวะที่จะขับของเสียที่เกิดขึ้นจากการเผาผลาญ การรับประทานอาหารให้สอดคล้องกับสมรรถภาพหน้าที่ของไตในขณะนั้นๆ ก็ถือเป็นการบำบัดโรคอย่างหนึ่ง อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อเป็นโรคไต คือ
ของแห้ง ของเค็ม และรมควัน เช่น ปลาเค็ม เนื้อเค็ม กุ้งแห้ง หมูแฮม เบคอน ไส้กรอก
ผักดอง และผลไม้ดอง รวมถึงกะปิ เต้าเจี้ยว และอาหารทุกชนิดที่หมักดอง
สารเคมีบางชนิด เช่น ผงฟู ผงชูรส ซุปก้อน
อาหารที่ผสมเกลือ เช่น ถั่วทอด มันทอด อ่านเพิ่มเติม

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ โรคร้าย
โรคร้ายที่ครองแชมป์การเสียชีวิตเป็นอันดับหนึ่งในช่วง 20 ที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจะเริ่มลดน้อยลงแล้วก็ตาม หัวใจ คือ กล้ามเนื้อที่คอยทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต โดยมีออกซิเจน และสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานได้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อหัวใจได้รับออกซิเจนจากหลอดเลือดแดง หัวใจสองเส้นหลัก ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุมพื้นที่ทุกส่วนของหัวใจ แต่หากหลอดเลือดทั้งสองนี้ผิดปกติไป ก็อาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ในประเทศไทยการเกิดโรคหัวใจตีบตัน
อันเนื่องมาจากมีสิ่งไม่พึงประสงค์เข้ามาเกาะอยู่ภายในผนังหลอดเลือดหัวใจ ทำให้รูหลอดเลือดแคบลง เช่น คอเลสเตอรอล โปรตีน ไขมัน เมื่อผนังหลอดเลือดหัวใจเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ รูหลอดเลือดก็จะแคบลงตามมา ทำให้หลอดเลือดขาดความยืดหยุ่น ผลที่ตามมาคือความดันโลหิตจะสูงขึ้น และเกิดการแตกร้าวที่ผนังหลอดเลือด เมื่อผนังหลอดเลือดมีรอยร้าว ก็ทำให้มีรอยร้าว อาจทำให้มีลิ่มเลือดมาอุดตัน จนทำให้รูหลอดเลือดทั้งหมดอุดตันได้ในที่สุด เมื่อเป็นโรคนี้แล้วจะทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก อึดอัดบริเวณกลางหน้าอก อาจจะเป็นด้านซ้าย หรือทั้งสองด้าน มักจะไม่เป็นด้านขวาด้านเดียว ในบางรายจะร้าวไปถึงบริเวณแขนซ้าย หรือทั้งสองข้าง บ้างครั้งจุกแน่นที่คอ บางรายเจ็บบริเวณกรามคล้ายเจ็บฟัน ซึ่งอาการที่กล่าวมานี้อาจเกิดขึ้นขณะออกกำลัง เช่น เดินเร็วๆ รีบ หรือขึ้นบันได วิ่ง โกรธ โมโห ในรายที่เกิดกรณีหลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน อาการจะรุนแรงมาก หรืออาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น เหงื่อออกมาก และหมดสติ
ใครบ้างเสี่ยงต่อโรคหัวใจ
ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
กรรมพันธุ์ เพศ และอายุ เพศชายจะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่าผู้หญิง โดยเฉพาะในวัย 45 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงอัตราเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นเมื่ออายุประมาณ 55 ปีขึ้นไป หรือวัยทองหลังหมดประจำเดือน แม้ว่าจะแก้ไขไม่ได้ แต่เราสามารถรู้ตัวก่อนเป็นได้จากการตรวจยีนพันธุกรรม (APOE Genetic Test) ว่าคุณมีอัตราเสี่ยงโรคนี้ หรือไม่ อ่านเพิ่มเติม